วัดโพธิคุณ

วัดโพธิคุณ

วัดโพธิคุณ

เผยแพร่เมื่อ 17-08-2018 ผู้ชม 7

[-, -, วัดโพธิคุณ]

การก่อสร้างวัดโพธิคุณนั้นได้รัตนบุรุษสองท่านคือ  ท่านหนึ่งหาทุนเพื่อการดำเนินการ  และอีกท่านหนึ่งนั้นสละทั้งชีวิตและจิตใจทุ่มเทถวายตัวเป็นพุทธบูชา  โดยไม่ยอมรับค่าตอบแทนใดๆจากทางวัดเลย  สร้างอุโบสถและศาลาการเปรียญเป็นสถาปัตยกรรมซึ่งมีศิลปะงดงาม  พร้อมทั้งจัดอาณาบริเวณอันเป็นพุทธสถานไว้อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ  เป็นดังการเนรมิตของพระวิษณุ  ฉะนั้น
                   สถานที่ตั้งวัดโพธิคุณก่อนปีพุทธศักราช 2523  ยังเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ  ไม่เคยมีที่พักสงฆ์  สำนักสงฆ์  หรือวัดมาก่อนเลย  มีประชาชนในตัวอำเภอแม่สอดมาจับจองแผ้วถางทำไร่พืชผักผลไม้อยู่ 5 เจ้าของด้วยกัน  ประชาชนหมู่ที่ 6  ตำบลแม่ปะเป็นชาวพุทธทั้งสิ้น  เพราะมีร่องรอยที่จะทำเป็นที่พักสงฆ์อยู่ทั้งที่บ้านห้วยหินฝนและบ้านห้วยเตย (เรื่องชื่อบ้านนั้นเอาไว้เล่าในเรื่องสันติเกนิทาน )  แต่ไม่มีพระภิกษุ-สามเณรมาอยู่ประจำ  ทั้งนี้ทั้งนั้นยากแก่การสันนิษฐาน  แต่พออนุมานได้ว่า  อาจเป็นเพราะสถานที่ตรงนี้ขณะนั้นยังมีไข้ป่า  เช่น ไข้มาลาเรียชุกชุมก็เป็นได้  และชาวบ้านโดยรวมมีความเป็นอยู่ไม่ค่อยจะสมบูรณ์นัก   ส่วนมากมีอาชีพรับจ้างและหาของป่ายังชีพกันตามมีตามได้  และความเป็นอยู่ก็กระจัดกระจายเปลี่ยนแปลงโยกย้ายกันอยู่ตามที่ที่จับจองห่างๆกัน  ไฟฟ้าไม่มีใช้  น้ำกินน้ำใช้ก็อาศัยน้ำตามลำธาร  ยังไม่มีระบบการบริหารและจัดการให้เป็นองค์รวมอย่างมีกฎเกณฑ์เหมือนอย่างเป็นหมู่บ้านแล้วในปัจจุบันนี้

  
                  ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2523  มีพระเที่ยวกัมมัฏฐานสายปฏิบัติของพระโพธิญาณเถระ (หลวงพ่อชา  สุภทฺโท)  วัดหนองป่าพง  จังหวัดอุบลราชธานี  สองรูปด้วยกัน  คือพระอาจารย์วิจิตรและพระอาจารย์ถาวร  ได้มาปักกลดบำเพ็ญสมณธรรม อยู่บริเวณบ้านห้วยเตย  ประชาชนในหมู่บ้านนอกจากจะถวายอาหารบิณฑบาตกับท่านแล้ว  ยังมีโอกาสสนทนาธรรมกับท่านและได้นิมนต์ให้ท่านอยู่นานๆ  และได้พาขึ้นมาดูที่ตรงที่สร้างวัดในปัจจุบันนี้  เมื่อท่านทั้งสองรูปมาเห็นที่แล้วก็พอใจ  และได้ปักกลดบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ใต้ต้นขนุนใกล้ลำธารน้ำ  ประชาชนในหมู่บ้านทั้งบ้านห้วยเตยและบ้านห้วยหินฝน  โดยการนำของ คุณครูประสิทธิ์  สิทธิสงคราม  คุณโยมประภาส  บินทวิหค  และคุณโยมชัย  กันเกตุ  ตกลงที่จะสร้างวัดขึ้น  และได้ติดต่อเจ้าของที่ทั้ง 5 เจ้าของนั้น  เจ้าของที่บางรายเมื่อทราบว่าชาวบ้านหมู่ที่ 6 ต้องการจะสร้างวัด  บางเจ้าของได้ถวายที่ให้โดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ  แต่บางรายขอค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อย  เมื่อปัญหาเรื่องที่จากเจ้าของที่จับจองไม่มีปัญหาแล้ว  เรื่องที่จะต้องดำเนินการต่อไปคือเรื่องทางราชการบ้านเมือง  คือกรมป่าไม้  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

     ประจวบกับเวลานั้นอาตมาภาพ  พุทฺธญาณภิกฺขุ  ซึ่งมีสังกัดอยู่วัดอินทารามวรวิหาร  ตลาดพลู  ธนบุรี  กรุงเทพมหานคร  กลับ จากไปจำพรรษาที่วัดไทยพุทธคยา  ประเทศอินเดียในพรรษาปี 2522  เดินทางถึงวัดอินทารามวรวิหาร  เกิดลางสังหรณ์ในใจอยู่ว่า  เราคงหมดที่พึ่งแล้วกระมัง  เพราะพระเดชพระคุณหลวงพ่อวิเชียรมุนี  ซึ่งเป็นอธิบดีสงฆ์  คือเป็นเจ้าอาวาสและเป็นพระนิสยาจารย์ของอาตมาภาพ  ได้มรณภาพจากไปก่อนหน้าอาตมาภาพเดินทางกลับมาถึงแต่วันที่ 4  ธันวาคม  พ.ศ. 2522  และในระหว่างที่ร่วมบุญในงานศพของพระเดชพระคุณท่านนั่นเอง  ก็ได้รับหนังสือบอกลงไปจาก คุณโยมสิงห์น้อย  ชาพรม  บ้านแม่ตาว  อำเภอแม่สอด  จังหวัดตาก ว่า สหธรรมิก ของอาตมาภาพทั้งสองรูปดังกล่าวแล้ว  ได้มาพักบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ยังที่ตั้งวัดในปัจจุบันนี้  และในหนังสือยังเน้นไปด้วยว่า  สหธรรมิกทั้งสองรูปต้องการพบเป็นพิเศษ  ขอให้ขึ้นมาพบกับท่านด้วย  เมื่อทราบงานพระราชทานเพลิงศพของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระวิเชียรมุนีเป็นที่ชัดเจนแล้ว  ต้นเดือนกุมภาพันธ์ปี 2523  เตรียมบริขารเดินทางขึ้นมา  ในระยะนั้นทางขึ้นมายังที่ตั้งวัดเป็นป่ารกทึบด้วยป่าไผ่และวัชพืช  ต่ำลงไปก็เป็นป่าพงที่หนาทึบมาก  เมื่อเดินทางโดยการนำของคุณโยมสิงห์น้อย  ชาพรม  ก็ได้พบท่านทั้งสองเป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว  หลังผ่านการถามทุกข์-สุขของกันและกันพอสมควรแล้ว  ท่านทั้งสองได้ปรารภให้ฟังว่า  ประชาชนในหมู่บ้านต้องการจะให้สร้างเป็นวัดขึ้นในที่ดังกล่าวนี้  อาตมาภาพพิจารณาดูอาณาบริเวณแล้ว  ก็บอกกับท่านทั้งสองว่า  ถ้าทำได้ก็จะดีมากเพราะป่าเขาลำธารน้ำอุดมสมบูรณ์ดีอย่างยิ่ง  เป็นเหมือนมีขอบเขตที่แบ่งไว้เป็นการเฉพาะ  เนื่องจากมีภูเขาเป็นเหมือนเขตที่ชัดเจน  และอยู่ห่างจากชุมชนดีมาก  สงบสงัดปราศจากสิ่งรบกวนเหมาะสมที่จะเป็นวัดฝ่ายอรัญวาสี (วัดป่า)  สำหรับบำเพ็ญสมณธรรมของผู้ใฝ่ความสงบทางจิตวิญญาณ  เมื่อท่านพร้อมที่จะอยู่เพื่อให้ประชาชนเขาสร้างวัดก็สมควร  และสำหรับผมเองมีอะไรจะช่วยเหลือได้ก็จะช่วยตามกำลังความสามารถ

        จากการสนทนาเป็นที่เข้าใจกันดีแล้ว  ท่านทั้งสองก็ได้นำพาอาตมาภาพขึ้นไปพักที่กุฏิหญ้าคาเชิงดอยที่สร้างเสร็จแล้ว  กุฏิหลังดังกล่าวยังอนุรักษ์ไว้เป็นอนุสรณ์หลังหนึ่งจนถึงปัจจุบันนี้  และท่านทั้งสองก็ได้กลับลงไปพักที่บริเวณต้นน้ำซึ่งท่านแขวนกลดพักอยู่ใต้ต้นขนุน  ในช่วงตอนต้นของค่ำคืนนั้น  หลังจากสวดมนต์ไหว้พระเจริญสมณธรรมตามปกติแล้ว  ได้พิจารณาพระธรรมวินัยที่ประพฤติปฏิบัติอยู่และดูความรู้สึกในจิตใจของตน  ก็นึกแปลกใจอยู่อย่างว่า  ทำไม ? จิตใจของเราพอมาถึงสถานที่แห่งนี้แล้ว  เหมือนกับมีความอบอุ่นอะไรบางอย่างเกิดขึ้นอย่างประหลาด  ทำให้นึกถึงคำเตือนของครูบาอาจารย์ฝ่ายปฏิบัติที่ท่านเคยเตือนอยู่ว่า  “ถ้าไปถึงที่ใด  แล้วมีความรู้สึกว่าเหมือนกับสถานที่เหล่านั้นเป็นที่อยู่ของตน  ตรงนั้นจะต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง  เพราะอาจเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติธรรมที่เราจะต้องดำเนินต่อไปให้ดีที่สุดก็ได้”  และก็เผลอหลับไป  ในการหลับไปของคืนแรกเป็นเรื่องแปลกมาก  ฝันเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนอย่างกับเป็นเรื่องจริงๆที่เจอ  และพบเห็นสิ่งที่ไม่น่าจะเป็น  จนเวลาใกล้อรุณพอรู้สึกตัวตื่นขึ้นพยายามทบทวนความฝันก็ยังนึกแปลกใจว่า  ทำไม ? ฝันยืดยาวเป็นเรื่องเป็นราวอย่างนี้  ฝันอย่างใดนั้นเอาไว้เล่าในการเขียนนิทานเกิดวัดโพธิคุณก็แล้วกัน  เพราะในที่นี้เพียงต้องการให้รู้ประวัติวัดโดยย่อๆเท่านั้น  พอได้อรุณก็พากันเที่ยวโคจรบิณฑบาต  เพราะบ้านประชาชนในระยะนั้นอยู่กระจัดกระจายห่างออกไปไกลมาก  บางแห่งถึงสามกิโลเมตรก็มี  และได้อยู่บำเพ็ญสมณธรรมกับสหธรรมิกจวนเวลาใกล้งานพระราชทานเพลิงศพ  พระเดชพระคุณพระวิเชียรมุนี  ต้นเดือนเมษายน 2523   จึงได้ลาท่านทั้งสองเดินทางลงกรุงเทพ ฯ  กลับไปวัดอินทารามวรวิหาร

            และเมื่องานพระราชทานเพลิงศพของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระวิเชียรมุนีผ่านไปแล้ว  แต่กลางเดือนเมษายน 2523 ก็ยังไม่ได้เดินทางไปไหน  เพราะพระเดชพระคุณพระราชธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันขอร้องให้อยู่ช่วยกันก่อน  เพราะอาตมาภาพมาอยู่ในนิสสัยของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระวิเชียรมุนีตั้งแต่ปี 2500  ได้ทั้งคันถะธุระและแนวทางทางวิปัสสนาธุระเริ่มต้นจากที่นี่  จึงตั้งใจว่าจะอยู่ช่วยเป็นธุระให้กับทางวัดสักระยะหนึ่ง  แต่แล้วทุกอย่างที่ว่าเป็นลางสังหรณ์ก็เริ่มปรากฏเป็นความจริงขึ้น  เมื่อเวลาใกล้พรรษาในปีดังกล่าว  ก็ได้รับหนังสือบอกลงไปจากคุณโยมครูประสิทธิ์  สิทธิสงคราม  ว่าขอนิมนต์ขึ้นมาอยู่จำพรรษา ณ ที่พักสงฆ์ด้วย  เพราะไม่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา  และบอกไปด้วยว่าสหธรรมิกทั้งสองรูปของอาตมาภาพ  คือพระอาจารย์ถาวรและพระอาจารย์วิจิตร  ได้เดินทางกลับไปวัดหนองป่าพงแล้ว  เมื่อทราบจากหนังสือก็แปลกใจอยู่เหมือนกันว่า  ทำไม ?  ท่านทั้งสองจึงจากไปเสียทั้งที่บอกว่าจะอยู่เพื่อให้ประชาชนเขาสร้างวัด  และก็น่าจะส่งข่าวให้ทราบบ้างก็ไม่ส่งข่าวอะไรเลย  แต่เมื่อญาติโยมเขานิมนต์แล้วก็ต้องไป  จึงลาผู้รักษาการเจ้าอาวาสเดินทางขึ้นไป  ท่านผู้รักษาการได้ให้พระบวชใหม่เป็นพระอนุจรติดตามขึ้นไปสองรูป  และในพรรษาแรกเป็นที่พักสงฆ์มีพระอยู่จำพรรษาร่วมกัน 4 รูป  เพราะก่อนเข้าพรรษาไม่กี่วันมีพระภิกษุเดินทางมาจากอำเภอสวนผึ้ง  จังหวัดราชบุรี  มาอยู่จำพรรษาด้วยอีกหนึ่งรูป  ก็อยู่จำพรรษากันมาด้วยความเรียบร้อยตลอดไตรมาส

             ออกพรรษาไม่นาน  มีหลายๆอย่างเป็นเรื่องท้าทายทั้งคนและภูมิอันลึกลับ  ซึ่งทำให้ทิฐิที่เขาว่านั่นแหละทิฐิพระ  ได้ตัดสินใจทันทีว่าจะต้องทำให้ได้ถ้ายังไม่ตายเสียก่อน  และก็เป็นคำสั่งของครูบาอาจารย์ฝ่ายปฏิบัติได้สั่งด้วยว่า  “ท่านควรเอาความตายเป็นธงชัยปักไว้บนดอยให้เขาได้ดูสักองค์หนึ่ง  ในฐานะพระเที่ยวกัมมัฏฐานอย่างพวกเรา”  ในระยะดังกล่าวนั้นก็ได้ให้นามที่พักสงฆ์ว่า “ที่พักสงฆ์สวนโพธิญาณอรัญวาสี”  เพื่อเป็นการถวายเกียรติแก่พระสายกัมมัฏฐาน  คือพระโพธิญาณเถระ (หลวงพ่อชา  สุภทฺโท) ด้วย  เรื่องรายละเอียดนั้นเอาไว้เล่าในนิทานเกิดวัดโพธิคุณ  จากนั้นอาตมาภาพเดินทางลงกรุงเทพฯ คือวัดอินทารามวรวิหารและได้บอกความตั้งใจที่จะสร้างวัดขึ้นให้อดีตท่านรองอธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง  คือคุณอุทัย  มนธาตุผลิน ทราบ  และเดินทางกลับขึ้นมาที่พักสงฆ์ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2524  ปรากฏว่า น.อ. พิเศษ อาวุธ  สะมะพันธ์  ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผบ. นพค. 33 กรป. กลาง  ได้นำเครื่องมือจักรกลของหน่วยมาตัดถนนขึ้นไปยังที่พักสงฆ์  และปรับที่บริเวณที่สร้างอุโบสถในปัจจุบันให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  โดยมีคุณโยมครูประสิทธ์ เป็นผู้ดูแลบอกเขตให้  ทุกอย่างเหมือนกับเป็นเรื่องที่ถอยไม่ได้แล้ว  จึงได้ดำเนินการต่อไป  โดยสร้างกุฏิทรงไทยถาวรขึ้น  ประชาชนชาวอำเภอแม่สอดหลายๆท่านก็ได้ให้การสนับสนุนตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงทุกวันนี้  และปลายปี พ.ศ. 2524  คุณอุทัย  มนธาตุผลิน  พร้อมด้วยคุณบุญมี  คุ้มชาติ  คุณสมศักดิ์  กิจชูศรี  คุณรัญจวน  กสินธุ์ศรี  และคุณทวี  สุพรรณฮี  เพราะขณะนั้นคุณอุทัยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองกษาปณ์  ได้จัดกฐินสามัคคีพร้อมด้วยชาวคณะจังหวัดพิจิตรนำโดย คุณบุญธรรม  พิทักษ์  ประถมศึกษาจังหวัดพิจิตรร่วมทอดกฐินพร้อมด้วยชาวอำเภอแม่สอด  ทอดกฐินได้ปัจจัยเป็นทุนครั้งแรก 400,000 บาทเศษ  และก็ดำเนินการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้

              เรื่องการดำเนินเรื่องทางกรมป่าไม้  กระทรวงเกษรและสหกรณ์  ได้รับอนุญาตที่ให้สร้างวัดได้เป็นจำนวน 15 ไร่  ตามหนังสือเล่มที่ 112 ฉบับที่ 08 ที่ทำการศาลากลางจังหวัด  เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2528  อนุญาตให้กรมการศาสนา (โดยศึกษาธิการอำเภอแม่สอด)  เมื่อได้รับอนุญาตเรื่องที่แล้ว  กรรมการจึงทำเรื่องขออนุญาตสร้างวัดไปทางกระทรวงศึกษาธิการ  ได้รับหนังสืออนุญาตให้สร้างวัดได้เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2528  จากนั้นจึงทำเรื่องขอตั้งวัดในพระพุทธศาสนา  ทางกระทรวงศึกษาธิการประกาศตั้งเป็นวัดชื่อ “วัดโพธิคุณ” 

       ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ  เรื่องตั้งวัดในพระพุทธศาสนา  ตามที่นายสีมูล  เพิ่มพูล  ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด ณ หมู่บ้านที่ 6  ต. แม่ปะ  อ. แม่สอด  จ. ตาก นั้น  บัดนี้ผู้รับอนุญาตได้สร้างเสนาสนะขึ้นสมควรเป็นที่พำนักของพระภิกษุสงฆ์ได้แล้ว
อาศัยความตามข้อ 4 แห่งกฎกระทรวง  ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2507)  ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505  และด้วยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม  กระทรวงศึกษาธิการ  จึงประกาศตั้งเป็นวัดขึ้นในพระพุทธศาสนา  มีนามว่า “โพธิคุณ”  ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ขอให้วัดโพธิคุณ  สถิตสถาพรตลอดกาลนาน
ประกาศ ณ วันที่ 13 มิถุนายน 2529  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ


            เมื่อเป็นวัดถูกต้องตามกฎระเบียบแล้ว  ทางการปกครองคณะสงฆ์โดยเจ้าคณะจังหวัดตาก  ได้แต่งตั้ง พระมหาวิบูลย์  พุทฺธญาโณ  ป.ธ. 4  น.ธ. เอก  วิชาครูพิเศษมูล เป็นเจ้าอาวาส  เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531  ทางเจ้าอาวาสปรึกษาตกลงกับคณะกรรมการทำเรื่องขอพระราชทานวิสุงคามสีมา   และได้รับประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานวิสุงคามสีมา  ประกาศ ณ วันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2532  โดยมีเนื้อที่พระราชทานวิสุงคามสีมา  กว้าง 30 เมตร  ยาว 50 เมตร  เมื่อได้รับพระราชทานแล้ว  ทางวัดได้ดำเนินการฝังลูกนิมิตและผูกพัทธสีมาตามหลักพระวินัย  ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2536  และทางเจ้าอาวาสได้ตั้งคุณอุทัย  มนธาตุผลิน เป็นไวยาวัจกร ของวัดโพธิคุณตามระเบียบพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ทุกประการแล้ว

            เนื่องจากวัดโพธิคุณเป็นวัดฝ่ายอรัญวาสี  ซึ่งมีป่าสงวนแห่งชาติติดเนื้อที่ของวัดทั้งทางทิศตะวันออก  ทิศใต้  และทิศเหนือ  ทางวัดจึงดำเนินการทำเรื่องขออนุญาตจากกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เพื่อจัดทำเป็นพุทธอุทยาน  และก็ได้รับอนุญาตให้เช่าได้ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ  เล่มที่ 90 ฉบับที่ 78  ที่ทำการศาลากลางจังหวัดตาก  เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2538  เป็นเนื้อที่ 250 ไร่  จนถึงวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568

           ความเป็นมาของวัดโพธิคุณ  จากเป็นที่พักสงฆ์และเป็นวัดแม้จะยังไม่สมบูรณ์เต็มรูปแบบทุกอย่าง  แต่ก็  อยู่ในขั้นตอนที่เป็นวัดถูกต้องตามกฎระเบียบตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์แล้ว  แต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันที่บันทึกประวัติวัดเป็นเวลา 21 ปี  ทางวัดโดยการนำของประธานสงฆ์ก็ได้พยายามดำเนินตามธุระที่พระภิกษุผู้บวชเข้ามาในพระธรรมวินัย  จำเป็นจะต้องธำรงรักษาไว้นั่นคือ  “คันถะธุระ”  การศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย  ทั้งฝ่ายนักธรรมและบาลีอันเป็นพุทธพจน์  ธุระส่วนนี้พระภิกษุ-สามเณรที่จบการศึกษาในส่วนนักธรรมตรี  โท  เอก นั้นมากรูป  และที่เป็นมหาเปรียญธรรมไปแล้วประมาณ 10 กว่ารูป  “วิปัสสนาธุระ”  การปฏิบัติภาวนาทั้งสมถะภาวนาและวิปัสสนาภาวนา  และบำเพ็ญธุดงควัตร ก็ไม่เคยทอดธุระ  เพราะเป็นธุระที่นักบวชผู้เข้ามาสู่พระธรรมวินัยนี้จะต้องทรงไว้เป็นหน้าที่โดยตรง             ส่วนเรื่องการหาทุนเพื่อสร้างเสนาสนะต่างๆนั้น  ถือว่าเป็นหน้าที่ของไวยาวัจกรและคณะกรรมการวัดเป็นผู้จัดการและดำเนินการ  เพราะหน้าที่การก่อสร้างนั้นเป็นเรื่องของอุบาสก-อุบาสิกาแต่โบราณมา  ซึ่งเกิดวัดในพระพุทธศาสนาเป็นวัดแรก  คือวัดเวฬุวัน ที่กรุงราชคฤห์  วัดพระเชตวัน  วัดบุพพาราม  และวัดนิโครธาราม  ดูตามพระพุทธประวัติความเป็นมาแล้ว  เป็นเรื่องของฆราวาสญาติโยมทั้งสิ้น  เว้นแต่บางครั้งพระภิกษุอาจช่วยบ้างก็เพียงแต่อยู่เป็นหลักให้เกิดความแน่ใจแก่ผู้สร้างว่าจะต้องมีพระภิกษุอยู่แน่นอนเท่านั้น  ไม่ใช่พระภิกษุไปเป็นธุระเสียเอง  ตามพระพุทธประวัติแล้วไม่ค่อยจะพบ  เพราะไม่ใช่ธุระของผู้บวชเข้ามาในพระธรรมวินัย  ถ้าทำหน้าที่ผิดธุระเสียแล้ว  มันจะสับสนวุ่นวาย  ธุระที่นักบวชควรจะได้ก็กลายเป็นอย่างอื่นไป  เป็นการได้สิ่งที่ไม่น่าจะได้  แทนที่จะได้หัวกลับไปได้หาง  หางยาวมากเข้าก็เป็นเรื่องสับสนจนในที่สุดหาทางแก้กันไม่ค่อยจะพบต้นเหตุที่แท้จริง  หน้าที่คือธุระถ้าทุกฝ่ายรู้สิทธิและหน้าที่  ไม่ต้องสมบูรณ์อย่างครั้งพุทธกาล  แต่ก็อย่าละเลยจนกลายเป็นส่งเสริมกันไม่ถูกที่ถูกทางจนเกินงามไป  สิ่งที่ได้มันจะไม่คุ้มค่าก็เท่านั้นเอง  ถ้าทุกฝ่ายรู้เข้าใจสิทธิและหน้าที่เป็นพุทธบริษัท  ทั้งฝ่ายภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา อย่างดีงามตามสมควรแล้ว  พระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ที่ประกาศทางเดินทางจิตวิญญาณไว้อย่างชัดเจนแล้ว  คือมรรคสัจจ์ตามหลักอริยสัจจ์  ก็ยังมีทางเดินที่ไม่หลงทาง  ทั้งผู้นำเดินและผู้ตามก็น่าจะไม่ก่อปัญหา  “เหล็กจะพินาศก็เพราะตัวเหล็กเอง  คือสนิมที่เกิดอยู่ในตัวเหล็ก”  พระพุทธศาสนาอันเป็นคำสอนที่มีแต่ความบริสุทธิ์  ที่ถ่ายทอดออกมาจากพระหฤทัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  จะเกิดประโยชน์ที่แท้จริงแก่ทุกเหล่าทุกฝ่ายได้ตามพระเมตตาพระมหากรุณาได้อย่างแท้จริง  อยู่ที่ธุระอย่างที่ว่าแล้ว  ถ้าทุกฝ่ายทำธุระให้ถูกที่ตามหน้าที่แล้ว  ทางเดินยังมีเดินได้อย่างสง่างามตามหลักพุทธธรรม  ไม่จำเป็นต้องไปสร้างธุระอื่นให้เป็นเรื่องผิดที่ผิดทางอย่างที่ว่า  คือหัวควรเป็นหัวที่มีมันสมองที่เต็มไปด้วยความมั่นคงในพุทธธรรม  ไม่ต้องไปสร้างธุระอะไรหลอนตัวเอง  จนต้องสิ้นเปลืองโดยไม่มีความจำเป็น

            วัดโพธิคุณ  ทุกฝ่ายที่เข้ามาเห็นแล้ว  จะถามกันอยู่อย่างต่อเนื่องว่า  ใช้ทุนทรัพย์สร้างไปมากมายเท่าไร ?  คำถามอย่างนี้จะเป็นคำถามซ้ำๆซากๆ  จึงขอประกาศไว้ให้ทราบ ณ ที่นี้เลยว่า  วัดโพธิคุณที่สร้างมาไม่ใช่มีทุนอะไรมากมายอย่างที่ทุกคนเข้าใจ  ทุนจริงๆที่ทางวัดมีการดำเนินการเฉลี่ยต่อปีประมาณปีละ 1,500,000 บาท (หนึ่งล้านห้าแสนบาท)  20 ปีมีทุนดำเนินการเพียง 30 ล้าน  ในจำนวน 30 ล้านบาทนี้  ไม่ใช่ใช้เฉพาะเรื่องการก่อสร้างทั้งหมด  ทั้งค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแก่พระภิกษุ-สามเณรยังผนวกรวมอยู่ด้วย  แต่ถ้าจะมีคำถามต่อว่า  สร้างกันมาได้อย่างไร ?  ขอตอบว่า  ด้วยความจริงใจของทุกฝ่ายที่เข้ามาร่วมดำเนินการคือศรัทธาที่มั่นคงต่อพระรัตนตรัย  ทุนทรัพย์ทุกอย่างที่มีดำเนินการบริหารและจัดการ  จะทำเพื่อบูชาพระรัตนตรัยอย่างจริงจังและจริงใจ  อะไรที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่าเป็นอบายหายนะ  จะไม่มีอย่างเด็ดขาด  “วัด”  ความหมายคือจำนวนหรือพื้นที่บำเพ็ญทาน  ศีล  ภาวนา  สำหรับอุบาสกอุบาสิกา,  นักบวชคือพระภิกษุ-สามเณร,  ธุระคือศีล  สมาธิ  ปัญญา,  ในเนื้อที่ดังกล่าวที่เรียกว่าวัด  จะเป็นพื้นที่ดังกล่าวนี้  จะไม่มีอะไรเป็นเหตุให้ต้องใช้ทุนไปในทางที่ไม่จำเป็นในเรื่องอบายหายนะ

คำสำคัญ : วัดโพธิคุณ

ที่มา : https://www.thai-tour.com/place/tak/maesot/2941

รวบรวมและจัดทำข้อมูล : กาญจนา จันทร์สิงห์


https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages&page_id=827&code_db=610002&code_type=TK007

Google-Scholar : ฐานข้อมูลท้องถิ่น จังหวัดกำแพงเพชร-ตาก

คอกช้างเผือก

คอกช้างเผือก

ตั้งอยู่เขตบ้านท่าอาจ ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก การเดินทางตามทางหลวงหมายเลข 105 ก่อนถึงตลาดริมเมยประมาณ 1 กม. เลี้ยวขวาผ่านหน้าวัดไทยวัฒนารามตามทางลาดยางประมาณ 2 กม. จะพบโบราณสถานคอกช้างเผือก หรือพะเนียดช้างทำเป็นกำแพงก่อด้วยอิฐมอญ มีความสูงประมาณ 1 เมตรเศษ กว้างประมาณ 25 เมตร ยาวประมาณ 80 เมตร

เผยแพร่เมื่อ 17-08-2018 ผู้เช้าชม 16

วัดโพธิคุณ

วัดโพธิคุณ

  สถานที่ตั้งวัดโพธิคุณก่อนปีพุทธศักราช 2523  ยังเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ  ไม่เคยมีที่พักสงฆ์  สำนักสงฆ์  หรือวัดมาก่อนเลย  มีประชาชนในตัวอำเภอแม่สอดมาจับจองแผ้วถางทำไร่พืชผักผลไม้อยู่ 5 เจ้าของด้วยกัน  ประชาชนหมู่ที่ 6  ตำบลแม่ปะเป็นชาวพุทธทั้งสิ้น  เพราะมีร่องรอยที่จะทำเป็นที่พักสงฆ์อยู่ทั้งที่บ้านห้วยหินฝนและบ้านห้วยเตย (เรื่องชื่อบ้านนั้นเอาไว้เล่าในเรื่องสันติเกนิทาน )  แต่ไม่มีพระภิกษุ-สามเณรมาอยู่ประจำ  ทั้งนี้ทั้งนั้นยากแก่การสันนิษฐาน  แต่พออนุมานได้ว่า  อาจเป็นเพราะสถานที่ตรงนี้ขณะนั้นยังมีไข้ป่า  เช่น ไข้มาลาเรียชุกชุมก็เป็นได้  และชาวบ้านโดยรวมมีความเป็นอยู่ไม่ค่อยจะสมบูรณ์นัก   ส่วนมากมีอาชีพรับจ้างและหาของป่ายังชีพกันตามมีตามได้  และความเป็นอยู่ก็กระจัดกระจายเปลี่ยนแปลงโยกย้ายกันอยู่ตามที่ที่จับจองห่างๆกัน  ไฟฟ้าไม่มีใช้  น้ำกินน้ำใช้ก็อาศัยน้ำตามลำธาร  ยังไม่มีระบบการบริหารและจัดการให้เป็นองค์รวมอย่างมีกฎเกณฑ์เหมือนอย่างเป็นหมู่บ้านแล้วในปัจจุบันนี้

เผยแพร่เมื่อ 17-08-2018 ผู้เช้าชม 7

ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา

ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา

เมื่อเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวเขาเผ่าต่างๆ เช่น มูเซอดำ ม้ง ลีซอ ฯลฯ จึงได้มีการจัดตั้ง “ศูนย์วัฒนธรรมชาวเขาบ้านอุมยอม” เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้เรื่องราว ของวิถีชีวิตที่น่าสนใจของชนเผ่าต่างๆ โดยมีการจัดนิทรรศการแสดงเสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องใช้ จำลองของชาวมูเซอ และบริเวณด้านนอกยังจัดทำเป็นลานเต้น “จะคึ” ซึ่งคือการเต้นรำของเผ่ามูเซอที่นิยมเต้นกันในงาน “กินวอ” หรืองานขึ้นปีใหม่นั่นเอง  ซึ่งจะเต้นกันในงาน”กินวอ”หรืองานขึ้นปีใหม่นั่นเอง นอกจากเรื่องราวของวัฒนธรรมชนเผ่าแล้ว ยังมีการจัดเส้นทางศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านอุมยอม ชมบ้านพักอาศัย ตลอดทั้งเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เช่น สวนกาแฟ สวนชา พืชไร่ต่างๆ ข้าว แหล่งน้ำซับ ซึ่งระหว่างทางจะได้เพลิดเพลินไปกับสายน้ำตกอันบริสุทธิ์อีกด้วย โดยเส้นทางนี้ใช้เวลาเดินทางไปกลับราว 1 วัน 
 

เผยแพร่เมื่อ 17-08-2018 ผู้เช้าชม 13

ตลาดดอยมูเซอ

ตลาดดอยมูเซอ

เดินถนนคนเดินกันก็บ่อยแล้ว เดินตลาดสมัยใหม่กันมาก็เยอะเหมือนกัน คราวนี้เราขอเปลี่ยนบรรยากาศไปเดินตลาดสดกันบ้าง มีโอกาสมาเที่ยวถึงจังหวัดตากทั้งที ตลาดดังที่ห้ามพลาดเลยก็คือ “ตลาดดอยมูเซอ” ริมทางหลวงหมายเลข 105 (แม่สอด – ตาก) ตลาดสดที่รวบรวมผลผลิตทางการเกษตรของชาวไทยภูเขาที่มีดีเกินความคาดหมาย

เผยแพร่เมื่อ 17-08-2018 ผู้เช้าชม 10

เนินพิศวง

เนินพิศวง

เนินพิศวง อยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 68 สายตาก - แม่สอด  มีลักษณะเป็นทางขึ้นเนินที่แปลก คือเมื่อนำรถไปจอดไว้ตรงทางขึ้นเนินโดยไม่ได้ติดเครื่องรถจะไหลขึ้นเนินไปเอง  มีนักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ถึงสาเหตุนี้พบว่า เกิดจากเป็นภาพลวงตา เนื่องจากได้มีการวัดระดับความสูงของเนินลูกนี้แล้วปรากฏว่า ช่วงที่มองเห็นเป็นที่สูงนั้น มีระดับความสูงต่ำกว่าช่วงที่เห็นเป็นทางลงเนิน ดังนั้นรถที่เรามองเห็นไหลขึ้นนั้นที่จริงไหลลงสู่ที่ต่ำกว่า แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถบอกได้ว่าเหตุใดจึงมองเห็นเป็นภาพลวงตาเช่นนั้นได้

เผยแพร่เมื่อ 17-08-2018 ผู้เช้าชม 11

 วัดมณีไพรสณฑ์

วัดมณีไพรสณฑ์

 วัดมณีไพรสณฑ์ เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ที่ตัวอำเภอแม่สอด สิ่งที่เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ต้องเข้าไปเยี่ยมชมคือ “เจดีย์วิหารสัมพุทเธ” เป็นเจดีย์ศิลปกรรมแบบพม่า ลักษณะเป็นเจดีย์ที่บนเจดีย์จะประกอบไปด้วยเจดีย์องค์เล็ก ๆ จำนวนมากล้อมรอบตัวเจดีย์องค์ใหญ่ และในแต่ละองค์เจดีย์จะประดิษฐานพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก (ทีมงานท่องเที่ยวดอทคอมของเราได้ถ่ายรูปมากฝากให้ชมด้วย)

เผยแพร่เมื่อ 17-08-2018 ผู้เช้าชม 18

 ศาลเจ้าพ่อขุนสามชน

ศาลเจ้าพ่อขุนสามชน

 ศาลเจ้าพ่อขุนสามชน  อยู่ทางขวามือริมเส้นทางสายตาก-แม่สอด ตรงกิโลเมตรที่ 71-72 เป็นศาลเจ้าริมทางลักษณะเดียวกับศาลเจ้าพ่อพะวอ ศาลนี้ทำพิธีเปิดเมือ่ปลายปี 2523 สาเหตุที่สร้างศาลนี้เล่ากันว่า มีคหบดีท่านหนึ่งเจ็บป่วยอัมพาตมาช้านาน ได้ฝันว่ามีผู้มาบอกให้สร้างศาลเจ้าพ่อขุนสามชนขึ้นที่บริเวณที่เป็นศาลเจ้าปัจจุบัน คหบดีผู้นั้นจึงสร้างศาลขึ้นถวาย เรียกกันว่า ศาลเจ้าพ่อขุนสามชนนับแต่นั้นมาอาการของคหบดีนั้นก็เป็นปกติ ชาวบ้านเคารพนับถือมาก

เผยแพร่เมื่อ 17-08-2018 ผู้เช้าชม 11

น้ำตกแม่กาษา

น้ำตกแม่กาษา

 น้ำตกแม่กาษา อยู่ที่ตำบลแม่กาษา  เป็นน้ำตกขนาดใหญ่มีทางเดินขึ้นไปบนเขาสูง มีถ้ำ และธารน้ำกว้างประมาณ 5 เมตร เป็นทางจากปากถ้ำถึงน้ำตก จากเส้นทางสายแม่สอด - แม่ระมาด (ทางหลวงหมายเลข 105) ประมาณกิโลเมตรที่ 13-14 มีป้ายทางเข้าเขียนว่า บ้านแม่กื๊ดสามท่า  จากปากทางเข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร  และมีทางแยกเข้าไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร  เป็นทางแคบขรุขระ สองข้างทางเป็นไม้ล้มลุกขึ้นสูง ในฤดูฝนมีน้ำมากแต่ในฤดูแล้งไม่มีน้ำเลย  ทางเข้าน้ำตกนี้ยังไม่ดี และในบริเวณน้ำตกยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว

เผยแพร่เมื่อ 17-08-2018 ผู้เช้าชม 9

พระธาตุหินกิ่วที่ดอยดินจี่

ชมความมหัศจรรย์แห่งองค์พระธาตุที่ตั้งอยู่บนชะง่อนผาสูง โดยมีหินก้อนใหญ่ซึ่งมีฐานคอดกิ่วราวกับจะแยกขาด จากกันวางตัวอยู่บนหน้าผานั้น ซึ่งชาวบ้านต่างพากันขนานนามว่า “เจดีย์หินพระอินทร์แขวน” อีกทั้งหินที่อยู่บนดอยนี้ยังมีสีดำหรือน้ำตาลไหม้ บางคนจึงเรียกพระธาตุองค์นี้ว่า “พระธาตุดอยดินจี่” ซึ่งหมายถึงดินที่ถูกไฟไหม้นั่นเอง ทั้งนี้ ภายในเจดีย์มีพระธาตุประดิษฐานอยู่ ที่เรียกกันว่า “พญาล่อง” ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของ ชาวจังหวัดตากและจังหวัดใกล้เคียง และในบริเวณวัดพระธาตุฯ ยังมีเรือโบราณที่มีอายุประมาณ 200 ปี พบเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2539 โดยชาวบ้านวังตะเคียนได้ช่วยกันกู้ขึ้นมาเก็บรักษาไว้ที่เชิงดอยดินจี่เรือลำนี้เป็นเรือขุดจากไม้ซุงทั้งต้น กว้าง 126 เมตร ยาว 13.35 เมตร สูง 0.52 เมตร หนา 0.04 เมตร ส่วนหัวเรือและท้ายเรือมีความยาวเท่ากัน ประมาณ 1.20 เมตร ภายในเรือมีช่องสำหรับสอดไม้กระดานเพื่อทำเป็นที่นั่งจำนวน 4 ช่อง โดยมีระยะห่างไม่เท่ากัน ซึ่งจากรูปและขนาดของเรือ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเรือที่ใช้ในการขนส่งอาหารหรือสินค้าระหว่างทั้งสองฝั่งแม่น้ำเมย ไม่เพียงเป็นความมหัศจรรย์ที่น่าทึ่งเท่านั้น หากเมื่อมองลงมาจากองค์พระธาตุ คุณจะพบทิวทัศน์ที่งดงาม ด้วยความลงตัวแม่น้ำเมยเคียงคู่กับเทือกเขาสลับซับซ้อนในเขตประเทศเมียนมาร์ และด้วยศรัทธาในองค์พระธาตุ ชาวอำเภอแม่สอดและผู้คนฝั่งพม่าจะจัดงานนมัสการพระธาตุหินกิ่วดอยดินจี่ขึ้นเป็นประจำในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

เผยแพร่เมื่อ 17-08-2018 ผู้เช้าชม 24

ตลาดริมเมย

ตลาดริมเมย

ตลาดริมเมย หรือ สุดประจิมที่ริมเมย สะพานมิตรภาพไทย-พม่า (ประตูเชื่อมอันดามันสู่อินโดจีน) ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าสายลวด สุดทางหลวงหมายเลข 105 (สายตาก-แม่สอด) เป็นสะพานสร้างข้ามแม่น้ำเมยระหว่างอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กับ เมืองเมียวดีสหภาพเมียนมาร์ (หรือพม่าเดิม) มีความยาว 420 เมตร กว้าง 13 เมตร สร้างเพื่อเชื่อมถนนสายเอเซียจากประเทศไทยสู่สหภาพเมียนมาร์ ตลอดจนภูมิภาคเอเซียใต้ ถึงตะวันออกกลางและยุโรป เป็นประตูสู่ อินโดจีนและอันดามัน แม่น้ำเมย หรือแม่น้ำต่องยิน เป็นเส้นกั้นเขตแดนไทย เมียนมาร์ที่ยาวถึง 327 กิโลเมตร 

เผยแพร่เมื่อ 17-08-2018 ผู้เช้าชม 49