เหมือดโลด

เหมือดโลด

เหมือดโลด

เผยแพร่เมื่อ 23-02-2017 ผู้ชม 14

[16.4534229, 99.4908215, เหมือดโลด]

ลักษณะทั่วไป       
       ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 6-15 เมตร เปลือกต้นสีเทาดำ หนา แตกเป็นร่องลึกตามยาว ยอดอ่อนและช่อดอกมีขนสีน้ำตาลอมเหลืองหม่นขึ้นหนาแน่น ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ แผ่นใบรูปขอบขนานกว้าง หรือรูปรีแกมรูปไข่ กว้าง 6-10 เซนติเมตร ยาว 10-16 เซนติเมตร ปลายแหลมหรือเรียวแหลม โคนมนหรือรูปหัวใจตื้น ขอบใบเรียบ หรือมีคลื่นเล็กน้อย ผิวด้านบนมีขนประปราย ผิวใบด้านล่างมีขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่น ผิวใบด้านบนค่อนข้างสาก แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง เส้นแขนงใบข้างละ 8-11 เส้น เส้นใบย่อยแบบร่างแหชัดเจนทั้งสองด้าน ก้านใบยาว 1.2-1.8 เซนติเมตร หูใบรูปไข่ยาว 4-6 มิลลิเมตร ร่วงง่าย ดอกเล็ก สีเหลืองอ่อน แยกเพศ ออกเป็นช่อ แบบช่อหางกระรอก กระจุกตามซอกใบและกิ่งหรือเหนือรอยแผลใบตามกิ่ง ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้นกัน ช่อดอกเพศผู้ออกเป็นแท่งยาว มีหลายช่ออยู่ด้วยกัน ไม่มีก้านช่อดอก ไม่มีกลีบดอก เป็นช่อเชิงลด 2-6 ช่อ ยาว 1-5 เซนติเมตร มีขนสั้นหนานุ่ม เกสรเพศผู้มี 2 อัน ไม่มีกลีบดอก แต่ละดอกมีใบประดับขนาดเล็กรูปสามเหลี่ยม ยาว 1-1.5 มิลลิเมตร ช่อดอกเพศเมียออกเป็นช่อเดี่ยวสั้นๆ แบบช่อเชิงลด สั้นกว่าช่อดอกเพศผู้ ออกที่ซอกใบหรือที่กิ่ง ติดลำต้น อยู่เป็นกระจุก 2-8 ดอก แต่ละดอกไม่มีก้าน และมีสีเหลืองอ่อน ดอกเพศเมียยาว 2.5-4.5 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงมี 3-6 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยก เกสรเพศเมียมีรังไข่เหนือวงกลีบ มี 2 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 2 เม็ด มีขนสีน้ำตาลหนาแน่น ผลรูปไข่ แห้งแตกตามตะเข็บ 1-2 ด้าน มีขนสีน้ำตาลปนเหลืองปกคลุม กว้างประมาณ 0.7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ปลายเป็นแฉก ผลแก่สีน้ำตาลอมเหลือง ไม่มีก้านผล มีขนสั้นหนานุ่ม เมื่อแตกเห็นภายในมีเนื้อสีส้มแดง มี 1 เมล็ด เมล็ดมีเยื่อสีเหลืองหุ้ม เมล็ดรูปขอบขนาน กว้าง 6-7 มิลลิเมตร ยาว 7-8 มิลลิเมตร ผิวเรียบ พบตามป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ป่าสน ป่าเบญจพรรณ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ออกดอกช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม เปลือกต้นมียางสีแดงใช้ทำสีย้อม

 ประโยชน์ด้านสมุนไพร  
        ลำต้น เข้ายากับ ดูกข้าว ดูกไส ดูกหิน ดูกผี แตงแซง ส้มกบ ส้มมอดิน และพากส้มมอ แก้ตัวเหลือง ตาเหลือง เข้ายาโรคกระเพาะอาหารเปลือกและเนื้อไม้สด เคี้ยวแก้ไข้ เปลือกต้น มียางสีแดงใช้เป็นสีย้อม ปรุงเป็นยาขับลำไส้ และขับระดู แก้แน่นจุกเสียด

ภาพโดย : http://www.google.com

คำสำคัญ : สมุนไพร

ที่มา : กมลทิพย์ ประเทศ และคนอื่นๆ. (2543). การสำรวจพรรณไม้ในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร. พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร.

รวบรวมและจัดทำข้อมูล : กาญจนา จันทร์สิงห์


https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages&page_id=45&code_db=610010&code_type=01

Google-Scholar : ฐานข้อมูลท้องถิ่น จังหวัดกำแพงเพชร-ตาก

ส้มกบ

ส้มกบ

ลักษณะทั่วไป  เป็นวัชพืชพุ่มเตี้ย อายุยืนหลายฤดูลำต้นทอดเลื้อย ตามพื้นดิน มีมีไหลไต้ยาว  ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ  ดอกออกตามซอกใบ เป็นดอกเดี่ยว มีสีเหลืองส่วนโคนกลีบดอกจะก้านยาว ออกดอกตลอดปี  ติดผลเป็นฝักตั้งตรง เป็นเหลี่ยมห้าเหลี่ยม ฝักยาว 4-6 ซม. เมื่อผลแก่จะแห้งและแตกดีดเมล็ดออกมา เมล็ดเป็นรูปไข่แบน ผิวเมล็ดย่นสีน้ำตาล   พบขึ้นเป็นวัชพืชในสวนผักและไม้ดอก และในพื้นที่ทำการเกษตรโดยทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย ออกดอกตลอดปี  ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและไหล

เผยแพร่เมื่อ 13-02-2018 ผู้เช้าชม 5

เพกา

เพกา

ลักษณะทั่วไป     ต้นเป็นพรรณไม้ยืนต้น ผลัดใบสูง ประมาณ 4 – 20 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านมีรูระบายอากาศ กระจัดกระจายทั่วไป ส่วนเปลือกเรียบสีเทา บางทีแตกออกเป็นรอยตื้น ๆ เล็กน้อย หรือรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ เกิดจากใบร่วงหล่นไปแล้ว  ใบออกเป็นช่อคล้ายขนนกประมาณ 2-3 ชั้น มีใบเดียว ๆ ตรงปลายก้านจะเรียงตรงข้ามชิดกันเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง ใบย่อยจะมีลักษณะเป็นรูปไข่และรูปขอบขนาน ส่วนปลายใบจะแหลม ขอบใบเรียบ โคนสอบกลม มักจะเบี้ยว  ดอกจะออกเป็นช่อใหญ่ตรงยอด กลีบรองกลีบดอกจะมีลักษณะเชื่อมติดกันเป็นรูปทรงกระบอกเป็นรูปทรงกระบอก เมื่อเป็นผล แข็งมากค่อนข้างหนา ภายนอกสีม่วงแดงหรือน้ำตาลคล้ำ ส่วนภายในจะเป็นสีเหลือง สีชมพู ตรงโคนจะเชื่อมติดกัน มีลักษณะรูปลำโพง บริเวณปากลำโพงด้านในนั้นจะเป็นสีขาวอมเหลือง หรือสีขาวอมเขียว เกสรตัวผู้จะมีประมาณ 5 อัน ติดกับท่อดอก โคนก้านมีขน ส่วนเกสรตัวเมียจะมีอยู่ 1 อัน มีท่อเกสรยาวประมาณ 4-6 ซม.  สีม่วงคล้ำ

เผยแพร่เมื่อ 13-02-2018 ผู้เช้าชม 5

ต้อยติ่ง

ต้อยติ่ง

ลักษณะทั่วไป   เป็นวัชพืชใบเลี้ยงคู่เจริญเติบโตอยู่ได้หลายฤดู  ลำต้นเป็นเหลี่ยม ตั้งตรงแตกแขนงเป็นเป็นพุ่มเล็กสูงประมาณ 30 – 40 ซม. มีขนอ่อนปกคลุมลำต้นส่วนของรากพองโตเก็บสะสมอาหาร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกจากลำต้นตรงข้อแบบตรงข้าม ใบมีรูปร่างแบบไข่ กลับยาวรีปลายใบมนฐานใบเรียวสอบเข้าหาก้านใบ ใบมีสีเขียวเป็นมัน  ดอกเป็นดอกเดี่ยวออกบริเวณซอกใบ มีกลีบเลี้ยงลักษณะเรียวแหลม 5 กลีบลักษณะเรียวแหลม 5 กลีบ กลีบดอกส่วนโคนหลอมรวมกันปลายกลีบบานออกเป็นรูปปากแตร แยกออกเป็น 5 กลีบมีสีม่วง  ผลเป็นชนิดแคปซูล ผิวเรียบ มีลักษณะเป็นสัน 5 เหลี่ยม ผิวผลมีสีน้ำตาลเข้ม ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลถึงสีดำ 8 เมล็ด ผลแก่แล้วจะแตกออกดีดเมล็ดให้กระเด็นไปได้ไกล

เผยแพร่เมื่อ 13-02-2018 ผู้เช้าชม 3

แดง

แดง

ลักษณะทั่วไป ต้นเป็นไม้ยืนต้น ลำต้นเปลา ตรง หรือเป็นปุ่ม  ยอดรูปทรงกลม สีเขียวออกแดง ใบเป็นช่อแบบขนนกสองชั้น แต่ละช่อมีใบย่อย ปลายแหลมมน แผ่นใบเบี้ยว ดอกสีเหลืองออกเป็นช่อกลม คล้ายดอกกระถินเทศ ดก  และหอม เปลือกสีเทาปนเขียว หรือเทาอมแดง เรียบ หรือแตกร่อนเป็นแผ่นบาง  ผลเป็นฝักแข็งแบน รูปขอบขนาน เรียว และปลายโค้งงอ สีน้ำตาลอมเทา ผิวเรียบ เมล็ดแบนมีหลายเมล็ด การขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด

เผยแพร่เมื่อ 13-02-2018 ผู้เช้าชม 4

อีเหนียว

อีเหนียว

อีเหนียวเป็นพรรณไม้ที่มีเขตการกระจายพันธุ์ในแอฟริกา เอเชีย มาเลเซีย และพบในทุกภาคของประเทศไทยตามป่าโปร่งทั่วไป ป่าเปิดใหม่ ที่ระดับดับสูงถึง 1,900 เมตร จากระดับน้ำทะเล ประโยชน์ของอีเหนียวนั้นใช้เป็นอาหารสัตว์และเป็นพืชสมุนไพร โดยคุณค่าทางอาหารของต้นอีเหนียวที่มีอายุประมาณ 75-90 วัน จะมีโปรตีน 14.4%, แคลเซียม 1.11%, ฟอสฟอรัส 0.24%, โพแทสเซียม 1.87%, ADF 41.7%, NDF 60.4%, DMD 56.3%, ไนเตรท 862.2 พีพีเอ็ม, ออกซาลิกแอซิด 709.8 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์, แทนนิน 0.1%, มิโมซีน 0.26% เป็นต้น

เผยแพร่เมื่อ 25-02-2017 ผู้เช้าชม 17

กระโดน

กระโดน

ลักษณะทั่วไป   เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง โดยมากลำต้นมักเตี้ย แต่มีกิ่งก้านสาขามาก เรือนยอดเป็นพุ่มกลม แน่นทึบ เปลือกหนาปกติเปลือกสีเทา จะทิ้งใบแล้วผลิใบใหม่พร้อมออกดอกเต็มต้น  เป็นไม้ยืนตันขนาดกลาง ลำต้นเตี้ยมีกิ่งก้านสาขามากเรือนยอดเป็นพุ่มกลม แน่นทึบ เปลือกหนา เปลือกสีเทา ใบเป็นชนิดใบเดี่ยว รูปไข่ ดอกสีขาว ออกเดี่ยวๆ หรือกระจุกๆ ละ 2-3 ดอก ผลกลมอุ้มน้ำ  ขนาดโตวัดผ่านศูนย์กลางประมาณ 7 ซ.ม.

เผยแพร่เมื่อ 12-02-2018 ผู้เช้าชม 3

มะตูม

มะตูม

ลักษณะทั่วไป  ไม้ต้นผลัดใบ สูง 5-10 เมตร แตกกิ่งต่ำ ตามลำต้นมีหนามยาว เปลือกสีเทา เรือนยอดโปร่ง  ประกอบรูปขนนกเรียงสลับกัน ใบมีใบย่อยรูปไข่  3 ใบ  สองใบล่างออกตรงกันข้าม ใบปลายมีขนาดใหญ่กว่า  กว้าง 3-6 เซนติเมตร ยาว 4-12 เซนติเมตร ปลายใบแหลมโคนสอบ ดอกเล็ก สีขาวอมเขียวหรือสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอม  ผลรูปไข่แข็งมาก เนื้อในสีเหลืองมียางเหนียว เมล็ดรูปรี  พบประปรายตามป่าเบญจพรรณ ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ ออกดอกมีนาคม-พฤษภาคม ผลแก่ ธันวาคม-กุมภาพันธ์

เผยแพร่เมื่อ 13-02-2018 ผู้เช้าชม 3

หญ้ายาง

หญ้ายาง

หญ้ายาง เป็นพืชล้มลุก อายุปีเดียว (annual) ลำต้นตั้งตรง กลวงและอ่อน สูง 30-80 ซม. มีขนปกคลุมโดยตลอด มียางขาว ต้นสีม่วงแดง แตกกิ่งก้านสาขาไม่มาก
ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกสลับกัน แต่คู่ล่างสุด และบนสึดมักออกตรงข้ามกัน เป็นคู่ ก้านใบมีสีม่วงแดง ยาว 0.5-2 ซม. และมีขน ใบมีหลายรูปร่าง ตั้งแต่ยาวรี ไปจนถึงกลม ปลายแหลม ขอบใบเรียบ จักละเอียด หรืออาจหยักเป็นฟันไม่สม่ำเสมอ มีขนปกคลุมประปรายจนถึงไม่มีขนเลย
ดอก ออกที่ยอดเป็นกระจุก มีทั้งดอกผู้และดอกตัวเมียปนกัน ซึ่งถูกรองรับด้วยแผ่นสีเขียวคล้ายใบ (bract) หลายใบ ดอกย่อยตั้งอยู่บนก้านสั้นๆ ดอกสีขาวอมเขียว

เผยแพร่เมื่อ 23-02-2017 ผู้เช้าชม 11

ชุมเห็ดไทย

ชุมเห็ดไทย

ชุมเห็ดไทยเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด โดยมักพบขึ้นเองตามริมคลอง ตามที่รกร้าง หรือตามริมทางทั่วไป เมล็ดมักนำมาใช้เป็นยาโดยเฉพาะช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมีกรดครัยโซเฟนิค ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง โดยต้องนำเมล็ดไปตากให้แห้งอีกครั้ง ก่อนนำมาใช้ให้นำมาคั่วจนเริ่มพองตัวและมีกลิ่นหอม โดยเมล็ดที่ได้จะมีรสขมเล็กน้อย ลื่นเป็นเมือก

เผยแพร่เมื่อ 25-02-2017 ผู้เช้าชม 24

กะทกรก

กะทกรก

ผลกะทกรกชนิดนี้เป็นไม้เถาเนื้ออ่อน มีมือเกาะ ใบป้อม เรียงสลับ กลีบดอกนอกสีเขียวอ่อน ด้านในสีขาว มีกระบังรอบเป็นเส้นฝอยสีขาว โคนสีม่วงเรียงเป็นรัศมี ผลค่อนข้างกลม มีใบประดับหุ้ม เมื่ออ่อนสีเขียว สุกแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้ม เมล็ดมีเนื้อหุ้มลักษณะคล้ายเม็ดแมงลักแช่น้ำ รสหวานปะแล่ม ทุกส่วนของพืชมีกลิ่นเหม็นเขียว กะทกรกชนิดนี้เป็นพืชเมืองของทวีปอเมริกาเขตร้อน ปัจจุบัน ได้แพร่ขยายพันธุ์ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ที่มีอากาศร้อนมีการนำพืชชนิดนี้มาปลูกเป็นพืชคลุมดินและทำปุ๋ยหมัก เนื่องจากมีกลิ่นเหม็นเขียว จึงป้องกันไม่ให้สัตว์มาทำลายได้  การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ประโยชน์สมุนไพรรับประทานได้ เป็นสมุนไพรขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ไอ แก้ปวด พอกแก้หิด ใช้พอกแผลพิษทั้งต้นมีสารพิษ  กินสดอาจเป็นพิษอาจถึงตาย ผลอ่อนเป็นพิษเพราะมี cyanogenetic  glucoside  ยอดอ่อนต้มกินได้ เปลือกผลเมล็ด และใบมีสารที่ไม่คงตัวเมื่อสารนี้สลายตัวจะให้ acetone และ hyderocyanic  acid ซึ่งสารตัวหลังนี้เป็นสารพิษ ทำให้โลหิตแดงขาดออกซิเจนผลทำให้เกิดการอาเจียน

เผยแพร่เมื่อ 13-02-2018 ผู้เช้าชม 3