ถ่ำแม่อุสุ

ถ่ำแม่อุสุ

เผยแพร่เมื่อ 15-08-2018 ผู้ชม 49

[-, -, ถ่ำแม่อุสุ]

ถ้ำแม่อุสุไม่เพียงสวยงามน่าตื่นตื่นใจ แต่ยังมีตำนานเรื่องเล่าที่น่าตื่นใจไม่แพ้กัน โดยจากข้อมูลของทางอุทยานฯแม่เมยระบุว่า

...ถ้ำแม่อุสุถูกค้นพบก่อน ปี พ.ศ. 2530 ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ค้นพบคนแรก ชาวปะกะญอ(ปกากะญอ)เรียกถ้ำแม่อุสุว่า “ทีหนึปู่” แปลว่าน้ำไหลเข้าไปในถ้ำ มีเรื่องเล่าสืบทอดกันว่า เมื่อถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา หรือวันพระจันทร์เต็มดวง ชาวบ้านจะได้ยินเสียงดนตรีดังสนั่นหวั่นไหวในถ้ำ เหมือนกับว่ามีงานเทศกาล

หินงอกหินย้อยรูปทรงต่างๆในห้องที่ 2
 
หินงอกหินย้อยรูปทรงต่างๆในห้องที่ 2


บ้างก็เล่าว่าในถ้ำมีเสือสมิงอาศัยอยู่ ครั้งหนึ่งได้กินชาวบ้านไปคนหนึ่ง พอตกค่ำแฟนสาวก็รู้ว่าแฟนตัวเองถูกเสือกินตายก็นั่งร้องไห้อยู่ตรงหน้าถ้ำทั้งวันทั้งคืน ไม่ยอมกินข้าวกินปลา จนเสือแปลงกายออกมาขอโทษ และขอรับผิดชอบในสิ่งที่ทำเอาไว้ และจะเลี้ยงดูตลอดชีวิต...

นั่นเป็นตำนานเล่าขาน ที่ฟังดูแล้วเสือสมิงตัวนี้ดูมีมโนธรรมไม่น้อย เพราะยังกล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำไป ต่างจากนักการเมืองหลายๆคนในบ้านเราที่เมื่อทำผิด นอกจากจะไม่ยอมรับผิดชอบแล้ว ยังมาลอยหน้าลอยตาโกหกพกลมอีกว่าตนเป็นคนดีทำเพื่อพ่อแม่พี่น้องประชาชน ไอ้คนพวกนี้มันต้องให้เสือสมิงขบลากไปกินให้สิ้นเรื่องสิ้นราว

อย่างไรก็ดีกับเรื่องนี้ผมก็ขอย้ำอีกทีว่านี่เป็นเพียงตำนานเท่านั้น เพราะฉะนั้นสาวคนใดที่อยากจะเปลี่ยนแฟน หรือไม่สบอารมณ์แฟนคนเก่า จะหลอกแฟนของตัวเองให้มาที่ถ้ำนี้ เพื่อให้เสือสมิงขบ ลากไปกินนั้น คงต้องไปคิดหาวิธีอื่นแทน

ถ้ำแม่อุสุ ถ้ำน้ำลอดที่ต้องเดินลุยน้ำเข้าไป
 
ถ้ำแม่อุสุ ถ้ำน้ำลอดที่ต้องเดินลุยน้ำเข้าไป


อันซีน โรงละครใต้พิภพ

ถ้ำแม่อุสุ เป็นถ้ำที่มีความสวยงามมากในอันดับต้นๆของเมืองไทย ได้รับการขนานนามให้เป็น “โรงละครใต้พิภพ” และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในอันซีนไทยแลนด์ ซึ่งจะอันซีนอย่างไรนั้น เดี๋ยวเข้าไปในถ้ำแล้วคงรู้กัน แต่ตอนนี้ผมขอเปลี่ยนชุดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการลุยถ้ำแม่อุสุเสียก่อน เพราะการจะเข้าไปชมความงามภายในถ้ำต้องเดินลุยน้ำประมาณน่อง(หรือเอวขอบางคนเข้าไป) เนื่องจากถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำน้ำลอด มีลำธารแม่อุสุไหลผ่านลอดหายเข้าไปใต้เพิงผา ดูแล้วสมเป็นอันซีนจริงๆ เพราะเมื่อมองจากภายนอกจะไม่รู้เลยว่าใต้ผาแห่งนี้มีความมหัศจรรย์ของธรรมชาติแฝงเร้นอยู่

เมื่อผมกับเพื่อนๆ เปลี่ยนองค์ทรงเครื่องเตรียมลุยกันพร้อมแล้ว พี่เจ้าหน้าที่คนนำทางก็พาเดินเลียบริมตลิ่ง ก่อนหย่อนขาเดินลุยไปในล้ำห้วย ซึ่งพวกเราก็ต้องทำอย่างนั้นเช่นกัน

ลุยน้ำเพื่อไปสัมผัสกับความงามของโรงละครใต้พิภพ
 
ลุยน้ำเพื่อไปสัมผัสกับความงามของโรงละครใต้พิภพ


สายน้ำในลำห้วยลึกในระดับน่อง พวกเราค่อยๆเดินลุยไปอย่างระมัดระวัง กับสายน้ำสูงในระดับนี้ ถ้าไม่เมาคงไม่มีใครจมน้ำตาย แต่ถ้าเราลื่นล้มหัวคะมำไป กล้องของพวกเขาที่พกมานะสิจะตาย งานนี้จึงค่อยๆไปแบบเนิบ เน้นช้าแต่ชัวร์เป็นสำคัญ

หลังจากเดินลุยน้ำใต้โถงเพดานถ้ำไปประมาณ 260 เมตร เราก็มาถึงยังทางขึ้นถ้ำที่มีการปรับทางทำเป็นบันไดไว้ แต่ใครที่จะก้าวขึ้นต้องระมัดระวังให้ดี เพราะการก้าวตัวขึ้นในช่วงนี้ลื่นใช่เล่น

หินรูปชาวอาข่าแบกของ สัญลักษณ์ของถ้ำแม่อุสุ
 
หินรูปชาวอาข่าแบกของ สัญลักษณ์ของถ้ำแม่อุสุ


ภายในถ้ำแห่งนี้แบ่งออกเป็น 3 ห้องใหญ่ๆ ห้องแรกมีความสูง 15-20 เมตร มีความยาวประมาณ 40 เมตร มีหินงอกหินย้อยรูปร่างประหลาดให้ดูแล้วจินตนาการการตามกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็น หินรูปร่างคล้ายสิงโต มีหินผ้าม่านเป็นชั้นๆ หินหัวช้าง หินทรงเจดีย์ รวมไปถึงหินที่ได้ชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของถ้ำแม่อุสุนั่นก็คือ หินรูปชาวอาข่าแบกของไว้ข้างหลัง

หินก้อนนี้หากส่งไปให้ถูกมุม มองให้ถูกมุม สามารถจินตนาการตามได้ไม่ยาก ส่วนใครจะมองเป็นชาวเขาเผ่าอื่นที่ไม่ใช่อาข่าก็สุดแท้แต่ แต่ผมมองเห็นคุณยายชาวอาข่าเดินแบกของอยู่

ภายในโถงห้องที่ 2 หากไปถูกเวลาจะมีแสงสวรรค์สาดส่องมาสร้างความสวยงาม
 
ภายในโถงห้องที่ 2 หากไปถูกเวลาจะมีแสงสวรรค์สาดส่องมาสร้างความสวยงาม


ห้องถัดไปห้องที่ 2 มีเพดานถ้ำสูง 15 เมตรขึ้นไป มีความยาวร่วมๆ 65 เมตรแน่ะ ห้องนี้จัดเป็นห้องไฮไลท์ มีมุมอันซีนไทยแลนด์เป็นมุมถ่ายรูปยอดฮิตที่ปรากฏตามหนังสือและเว็บไซต์ท่องเที่ยวทั่วไป แต่มีเงื่อนไขว่านักท่องเที่ยวต้องไปให้ถูกเวลากับช่วงที่แสงแดดยามบ่ายส่องลอดโพรงถ้ำเข้ามาเห็นเป็นลำขนาดใหญ่ ดูปานประหนึ่งสปอร์ตไลท์ขนาดยักษ์ที่ธรรมชาติประทานให้มา

ประติมากรรมที่สร้างสรรค์จากธรรมชาติ
 
ประติมากรรมที่สร้างสรรค์จากธรรมชาติ


แสงสวรรค์ลำนี้ได้สาดส่องเข้ามาเน้นขับให้ภายในโถงถ้ำห้องนี้เกิดภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจ กับหินงอกหินย้อยรูปทรงแปลกตาที่เกิดขึ้นอย่างมีจังหวะจะโคน ไล่องค์ประกอบไปสู่ด้านในที่มีเสาหินสูงใหญ่รูปทรงสวยงามตั้งตระหง่านเงื้อม โดยมีผนังถ้ำด้านหลังที่เป็นริ้วหินงอกหินย้อยซ้อนชั้นเป็นม่านความงามรองรับ ขณะที่ด้านบนเพดานถ้ำอันโอ่โถงนั้นก็มีหินย้อยแหลมๆย้อยลงมาช่วยเสริมความงาม ซึ่งนี่นับเป็นองค์ประกอบมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสรรค์สร้างที่สื่อถึงความเป็นโรงละครใต้พิภพได้เป็นอย่างดี

ประติมากรรมธรรมชาติประดับผนังถ้ำในห้องโถงที่ 2
 
ประติมากรรมธรรมชาติประดับผนังถ้ำในห้องโถงที่ 2


จากห้องที่สอง เส้นทางดูเผินๆเหมือนจะจบลงแค่นี้ เพราะเบื้องหน้ามีแนวหินงอกหินย้อยขนาดใหญ่ตั้งเป็นม่านผนังขวางตระหง่านอยู่ แต่พี่เจ้าหน้าที่ได้พาปีนขึ้นไปในช่องเล็กๆ พร้อมบอกให้ทุกคนมุดแทรกตัวตามเข้าไป

โอว...ทางช่วงนี้ลื่นระยับ ผมต้องลงทุนเดิน 4 ขา พร้อมเอาก้นไถลตัวผ่านซอกม่านหินเพื่อไปโผล่ในห้องถัดไป

จากห้องที่ 2 ต้องลอดช่องแคบๆเพื่อไปต่อยังห้องที่ 3
 
จากห้องที่ 2 ต้องลอดช่องแคบๆเพื่อไปต่อยังห้องที่ 3


สำหรับห้องที่ 3 นี้ เป็นห้องที่มีโถงสูงที่สุดอยู่ในราว 20-05 เมตร ยาวประมาณ 50 เมตร ภายในมีหินรูปร่างประหลาดแปลกตาให้ชมกันจำนวนหนึ่ง ไม่มากเท่าห้องที่ 2 แต่ว่า หินหลายก้อนถือว่ามีจุดเด่นชวนให้จินตนาการตามได้ดีทีเดียว อย่างเช่น หินรูปฉลามอ้าปาก หินตาหินยาย หรือหินรูปพระปรางค์แล้ว หินหลายก้อนยังมีตะไคร่เกาะเขียว ขณะที่บางก้อนเป็นหินเป็นที่กำลังเติบโต ชุ่มไปด้วยน้ำหินปูนที่หยดลงมาจากเบื้องบน เห็นเนื้อหินขาวเนียนไม่ต่างไปจากผิวสาวหมวยวัยกระเตาะ

หินเป็น ยังคงเจริญเติบโตอยู่ ห้ามไปสัมผัสเด็ดขาด
 
หินเป็น ยังคงเจริญเติบโตอยู่ ห้ามไปสัมผัสเด็ดขาด


หลายคนบอกเวลาเข้าถ้ำอย่าไปสัมผัสหินเป็นเด็ดขาด อันนี้ถูกต้องเพราะจะทำให้หินเป็น เป็นหินตาย เท่ากับเป็นการฆาตกรรมสิ่งมีชีวิตที่มีอายุนับพันนับหมื่นไปไปในทันที อย่างไรก็ดี ไม่เพียงหินเป็นเท่านั้น หินงอกหินย้อยๆอื่นๆที่บางก้อนอาจดูเหมือนหินตายก็ห้ามไปสัมผัสจับต้อง ถูกได้ จับได้ สัมผัสได้ก็แต่หินที่ทางอุทยานฯอนุญาตให้จับต้องได้เท่านั้น(ให้สังเกตจากการสัมผัส จับ ต้องของเจ้าหน้าที่นำทาง)

มุมไฮไลท์ในห้องที่ 3
 
มุมไฮไลท์ในห้องที่ 3


สิ่งน่าสนใจในห้องที่ 3 ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อเดินลึกไปอีกจะพบกับไฮไลท์คือมุมชมวิวที่สามารถมองลงไปเห็นห้องโถงสูงของถ้ำในช่วงสุดท้ายที่ดูออกแนวเหวนิดๆเพราะมันมีช่วงที่ตัดลึกลงไป แต่นี่นับเป็นอีกหนึ่งจุดที่ดูสวยงามอลังการไม่น้อย เพราะมีแสงธรรมชาติส่องลอดเข้ามากระทบ เห็นกลุ่มหินงอกหินย้อยที่มีทั้งข้างบนข้างล่าง แต่ถ้าใครที่จะเดินเลาะแนวขอบหินไปชมพื้นเบื้องล่างต้องระมัดระวังให้ดี เพราะถ้าตกลงไป ไม่ตายก็พิการ

หินที่เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นรูปฉลามอ้าปาก
 
หินที่เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นรูปฉลามอ้าปาก


อันซีน ทางลุยน้ำ

หลังถ่ายภาพ ชื่นชม กับความสวยงามของโถงในช่วงสุดท้ายแล้ว พวกเราเดินย้อนไปในเส้นทางสายเก่าเพื่อกลับออกจากถ้ำ เพราะถ้ำแห่งนี้เข้ามาทางไหนก็กลับออกไปทางนั้น

เสน่ห์สีสันของทางเดินลุยน้ำเข้า-ออกถ้ำ
 
เสน่ห์สีสันของทางเดินลุยน้ำเข้า-ออกถ้ำ


ระหว่างทางช่วงที่เดินลุยน้ำกลับ ผมเห็นที่บริเวณปากทางเข้าถ้ำที่ได้เคยผ่านเข้ามา มีนักท่องเที่ยวคณะอื่นเดินลุยน้ำสวนเข้ามา เกิดเป็นภาพซีลูเอทของกลุ่มคนในเงามืดเดินลุยลำห้วยที่สะท้อนแสงสว่างภายนอกและภายในถ้ำ เกิดเป็นละลอกคลื่นเขียวพริบพราย มีฉากหลังเป็นเนินหญ้าสีเขียว ยามมีคนเดินผ่านเห็นเป็นภาพเงามืดตัดกับแสงสว่างจ้าภายนอกถ้ำ ดูสวยงามน่ายลจนหลายๆคนที่หันมามองตามต้องหยิบกล้องขึ้นมาชักภาพกันคนละหลายๆช็อต

นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งมุมอันซีนของถ้ำอันซีนแห่งนี้ที่มีให้ได้ยลกันจนถึงโค้งสุดท้าย

บรรยากาศในห้องที่ 3
 
บรรยากาศในห้องที่ 3


นี่ไยมิใช่อันซีนที่เป็นเสมือนเครื่องเตือนใจว่า...ในชีวิตคนเราที่มัวแต่มุ่งมองไปยังจุดหมายเบื้องหน้า บางครั้งหากหันมามองย้อนหลัง แล้วทบทวนสิ่งต่างๆที่เคยทำไว้บ้างก็คงจะดีไม่น้อย...

นักท่องเที่ยวบันทึกภาพความมหัศจรรย์ภายในถ้ำ
 
นักท่องเที่ยวบันทึกภาพความมหัศจรรย์ภายในถ้ำ

 



ถ้ำแม่อุสุ เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอุทยานแห่งชาติแม่เมย อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอท่าสองยางไปทางเหนือประมาณ 12 กิโลเมตร บนทางหลวงหมายเลข 105 สายแม่สอด-แม่สะเรียง เลยกิโลเมตรที่ 94 ไปเล็กน้อย จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ก็จะถึงถ้ำแม่อุสุ

ถ้ำแม่อุสุ สามารถเที่ยวชมได้ในฤดูแล้ง ระหว่างเดือนธันวาคม-เมษายน การเข้าเที่ยวชมภายในถ้ำควรมีไฟฉาย และควรมีเจ้าหน้าที่นำทาง

ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อุทยานแห่งชาติแม่เมย โทร. 0-5557-7409 และสามารถสอบถามข้อมูลการเดินทาง ที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับถ้ำแม่อุสุ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในเมืองตากได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)สำนักงานตาก โทร. 0-5551-4341 -3

คำสำคัญ : ถ่ำแม่อุสุ

ที่มา : https://mgronline.com/travel/detail/9610000032317

รวบรวมและจัดทำข้อมูล : กาญจนา จันทร์สิงห์


https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages&page_id=704&code_db=610002&code_type=TK009

Google : ฐานข้อมูลท้องถิ่น จังหวัดกำแพงเพชร-ตาก

น้ำตกทีมอโบ

น้ำตกทีมอโบ

น้ำตก ทีมอโบ (Thi Mo Bo) เป็นน้ำตกที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีความสวยงามและโดดเด่น เสน่ห์แห่งความงดงาม เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน น้ำตกแห่งนี้จะกลับมาหาเรา ไอหมอก กลิ่นดิน ต้นไม้ ใบหญ้า 2 ข้างทางบ้านแม่ตะวอ-แม่จวาง เมื่อฝนตกจึงกลายเป็นน้ำตก ที่สวยงามข้างทาง ไปแล้ว และเป็นที่นิยมและจุดถ่ายภาพเพื่อลงในโซเซียลจำนวนมาก จากหมู๋บ้านเล็กๆท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม บ้านแม่ตะวอ จึงถือได้ว่าเป็น Unseen in Thailand อีกแห่งหนึ่งด้วยมนต์เสน่ห์ทางธรรมชาติ Landmark ชายแดนไทย-เมียนมาร์

เผยแพร่เมื่อ 15-08-2018 ผู้เช้าชม 72

ดอยม่อนกระทิง

ดอยม่อนกระทิง

ดอยม่อนกระทิง เป็นสถานที่สวยงามด้วยป่าเขา และสายธารหมอกในยามเช้า และยังมีสัตว์ป่าต่างๆ เช่น กวาง ละมั่ง นก ฯลฯ จุดที่จะชมทะเลหมอก ดอยม่อนกระทิงมีหลายจุด เช่น ม่อนครูบาไส ม่อนพูนสุดา และม่อนกิ่วลม

เผยแพร่เมื่อ 15-08-2018 ผู้เช้าชม 54

ม่อนปุยหมอก

ม่อนปุยหมอก

ม่อนปุยหมอก เป็นจุดที่ชมทะเลหมอกได้กว้างไกลและชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกได้งดงามอีกแห่งหนึ่ง การเดินทาง จากตัวอุทยาน ต้องเดิน ทางขึ้นไปด้วยเท้าระยะทาง 4 ก.ม.

เผยแพร่เมื่อ 15-08-2018 ผู้เช้าชม 45

ถ่ำแม่อุสุ

ถ่ำแม่อุสุ

“ถ้ำแม่อุสุ” มหัศจรรย์โรงละครใต้พิภพ กับตำนานเสือสมิงสำนึกผิด/ปิ่น บุตรี

เผยแพร่เมื่อ 15-08-2018 ผู้เช้าชม 49

แม่น้ำเมย

แม่น้ำเมย

แม่น้ำเมย หรือพม่าเรียกว่าแม่น้ำต่องยิน  เป็นเส้นกั้นเขตแดนไทย เมียนมาร์ ที่ยาวถึง  327 กิโลเมตร   แม่น้ำสายนี้แปลกกว่าแม่น้ำทั่วไปคือไหลขึ้นทางทิศเหนือ  โดยมีจุดกำเนิดที่บ้านน้ำด้น (เป็นน้ำที่ผุดขึ้นจากใต้ดิน) อำเภอพบพระ ไหลผ่านอำเภอแม่สอด อำเภอแม่ระมาด อำภอท่าสองยาง ผ่านบ้านสบเมย อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน บรรจบกับแม่น้ำสาละวิน ไหลเข้าเขตพม่าลงอ่าวมะตะบัน

เผยแพร่เมื่อ 15-08-2018 ผู้เช้าชม 42