มอกล้วยไข่...จากเนินดินริมทาง สู่ตำนานกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร

มอกล้วยไข่...จากเนินดินริมทาง สู่ตำนานกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร

เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้ชม 10

[16.4198237, 99.3354377, มอกล้วยไข่...จากเนินดินริมทาง สู่ตำนานกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร]

การเดินทางของกล้วยผลเล็ก นักพฤกษศาสตร์เชื่อว่ากล้วยมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนจะแพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกผ่านการเดินเรือและการค้าขาย ส่วนกล้วยไข่ ซึ่งเป็นกล้วยผลเล็ก เนื้อแน่น และมีกลิ่นหอม เป็นสายพันธุ์ที่ปลูกกันมาแต่โบราณในพื้นที่ภาคกลางโดยเฉพาะบริเวณตลิ่งชัน บางกอกน้อย และพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ต่อมา กล้วยไข่ได้แพร่กระจายขึ้นสู่ภาคเหนือผ่านเส้นทางการค้าทางน้ำเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาในพื้นที่กล่าวว่า มีชายชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งเดิมมีอาชีพรับจ้างอยู่ที่จังหวัดนครปฐม  ต่อมาเปลี่ยนอาชีพมาเป็นพ่อค้าเรือเร่ค้าขายระหว่างจังหวัด และได้นำหน่อกล้วยไข่จากจังหวัดนครสวรรค์มาทดลองปลูกที่บ้านเกาะตาล อำเภอขาณุวรลักษบุรีจนกลายเป็นสวนกล้วยไข่แห่งแรก ๆ ของจังหวัดกำแพงเพชรก่อนจะแพร่ขยายไปยังหมู่บ้านและอำเภอใกล้เคียง ทั้งนี้ ชื่อของบุคคลผู้นำกล้วยไข่มาปลูกเป็นคนแรกและปีที่แน่ชัดของเหตุการณ์ ยังปรากฏไม่ตรงกันในแต่ละแหล่งข้อมูล บางแหล่งเรียกชื่อว่า นายฮะคลิ้ง แซ่เล้าบางแหล่งเรียกนายหะคึ้ง แซ่เล้าส่วนปีที่นำมาปลูกก็มีทั้งที่ระบุว่าประมาณ พ.ศ. 2465 และ พ.ศ.2479 ซึ่งต่างกันกว่าทศวรรษ จึงยังไม่พบหลักฐานทางราชการที่ยืนยันรายละเอียดได้อย่างชัดเจนแต่เรื่องเล่านี้ยังคงถูกถ่ายทอดในหมู่เกษตรกรและชุมชนในพื้นที่มาจนถึงปัจจุบัน

สิ่งที่ยืนยันได้คือ ผืนดินของกำแพงเพชรกลับเหมาะสมกับการปลูกกล้วยไข่อย่างยิ่ง ดินตะกอนจากลุ่มแม่น้ำปิงซึ่งอุดมด้วยแร่ธาตุ  ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่มีทั้งความชื้นและแสงแดดพอเหมาะทำให้กล้วยไข่ที่ปลูกในจังหวัดแห่งนี้มีลักษณะเด่นกว่าหลายพื้นที่ ผลอวบสม่ำเสมอ เปลือกบาง เนื้อแน่น สีเหลืองทอง รสหวานหอม และผิวเรียบไร้เหลี่ยม คุณลักษณะเหล่านี้ได้รับการรับรองเมื่อกล้วยไข่กำแพงเพชร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของประเทศไทย
โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559ปัจจุบันจังหวัดกำแพงเพชรเป็นแหล่งปลูกกล้วยไข่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดจันทบุรี     

จากผลไม้พื้นบ้าน กล้วยไข่จึงค่อย ๆก้าวขึ้นมาเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้แก่จังหวัดกำแพงเพชรกล้วยไข่ในวรรณคดีไทยก่อนที่กล้วยไข่จะกลายเป็นสินค้าส่งออกหรือของฝากขึ้นชื่อผลไม้ชนิดนี้ได้ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมไทยมาแล้ว ใน "นิราศเดือน" ผลงานของ นายมีหรือหมื่นพรหมสมพัตสร กวีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3ซึ่งบรรยายขนบธรรมเนียมของคนไทยตลอดสิบสองเดือน มีตอนหนึ่งที่กล่าวถึงประเพณีสารทไทยในเดือนสิบโดยพรรณนาภาพชาวบ้านพากันนำกระยาสารทใส่โตกพานมารวมกันในวันสารทพร้อมกับข้าวของสำหรับถวายพระ และเอ่ยถึงกระยาสารทกล้วยไข่ ว่าเป็นของที่ชาวบ้านนิยมนำมาใส่โตกพานกันในเทศกาลนี้โดยเฉพาะเพียงไม่กี่บรรทัดของกวีก็สะท้อนให้เห็นว่ากล้วยไข่เป็นผลไม้ที่คนไทยนิยมรับประทานคู่กับกระยาสารทมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3เนื่องจากรสหวานหอมของผลกล้วยช่วยตัดรสหวานมันของกระยาสารทได้อย่างลงตัวประเพณีดังกล่าวยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน และเมื่อกำแพงเพชรกลายเป็นแหล่งปลูกกล้วยไข่ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ จังหวัดจึงจัดงานประเพณีสารทไทยกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2524 (เดิมใช้ชื่อว่างานวันกล้วยไข่เมืองกำแพง ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น "งานวันสารทไทยกล้วยไข่เมืองกำแพง" ในปี พ.ศ. 2526เพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรมทางศาสนา) และยังคงจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีมาจนถึงปัจจุบันเพื่ออนุรักษ์ประเพณี ส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร จาก มอ สู่ตลาดริมทาง คำว่า "มอ" เป็นภาษาถิ่นที่ใช้เรียกเนินดินหรือโคกสูง บริเวณตำบลอ่างทองอำเภอเมืองกำแพงเพชร ซึ่งเป็นที่ตั้งของตลาดในปัจจุบัน เดิมมีลักษณะเป็นเนินดินริมทาง เมื่อถนนพหลโยธินและต่อมาเส้นทางสายเอเชียกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการคมนาคมชาวสวนกล้วยจึงนำผลผลิตมาตั้งขายริมถนน เพื่อให้นักเดินทางได้แวะซื้อโดยตรง จากเพิงไม้ไม่กี่หลังในช่วงราว พ.ศ. 2516-2520ที่ชาวบ้านเริ่มนำผลผลิตทางการเกษตรที่เหลือจากการบริโภคมาวางขายริมทางเพียงไม่กี่ร้าน ตลาดเล็ก ๆแห่งนี้ค่อย ๆ เติบโตพร้อมกับการขยายตัวของการเดินทางด้วยรถยนต์ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20      

จนปัจจุบันตลาดมอกล้วยไข่ตั้งอยู่ริมทางหลวงแผ่นดินสายเอเชียหมายเลข 1 (กำแพงเพชร-นครสวรรค์) บริเวณกิโลเมตรที่ 343 มีร้านค้าเรียงรายยาวกว่า 200 เมตร ทั้งสองฝั่งถนน ภายหลังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการค้าและเกษตรกรรมได้เข้ามาส่งเสริมให้พัฒนาเป็นตลาดริมทางอย่างเป็นระบบมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้โดยตรง ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลางและเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรของจังหวัด       

วันนี้ มอกล้วยไข่ไม่ได้มีเพียงกล้วยไข่สด หากยังเต็มไปด้วยกล้วยอบ กล้วยฉาบ กล้วยกวน ขนมพื้นบ้าน ผลไม้ตามฤดูกาล และผลิตภัณฑ์ชุมชนอีกมากมายจนกลายเป็นหนึ่งในจุดแวะพักที่มีชื่อเสียงที่สุดบนเส้นทางสู่ภาคเหนือเรื่องเล่าที่เติบโตไปพร้อมผู้คน ทุกครั้งที่นักเดินทางหยุดรถเพื่อซื้อกล้วยไข่หนึ่งหวีหลายคนอาจมองเห็นเพียงผลไม้สีเหลืองทอง แต่เบื้องหลังนั้นคือเรื่องราวของผืนดินที่อุดมสมบูรณ์วิถีชีวิตของเกษตรกรหลายชั่วอายุคน และประเพณีที่สืบทอดจากอดีตสู่ปัจจุบันจากหน่อกล้วยที่เดินทางผ่านลำน้ำเจ้าพระยา จากสวนเล็ก ๆ ในชนบท สู่ตลาดริมทางที่ผู้คนทั่วประเทศรู้จักมอกล้วยไข่จึงไม่ใช่เพียงสถานที่ซื้อของฝาก หากเป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ ผู้คนเเละวัฒนธรรมไทย
ที่ยังคงผลิดอกออกผลอยู่บนแผ่นดินกำแพงเพชรไม่ต่างจากต้นกล้วยที่ยืนหยัดเคียงคู่ชุมชนมาอย่างยาวนาน     

หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงจากการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารราชการ งานวิจัย วรรณกรรมเอกสารท้องถิ่น และคำบอกเล่าของคนในพื้นที่เพื่อบันทึกเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร รายละเอียดบางประเด็นโดยเฉพาะชื่อบุคคลและปีที่แน่ชัดในช่วงเริ่มต้นการปลูกกล้วยไข่ยังปรากฏแตกต่างกันในแต่ละแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันผู้อ่านควรศึกษาเอกสารต้นฉบับเพิ่มเติมหากนำไปใช้อ้างอิงทางวิชาการ

คำสำคัญ : มอกล้วยไข่ กำแพงเพชร กล้วยไข่กำแพงเพชร เที่ยวกำแพงเพชร ของฝากเมืองกล้วยไข่

ที่มา : สำนักข่าวกาขาว

รวบรวมและจัดทำข้อมูล : กาญจนา จันทร์สิงห์


สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มาหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2569). มอกล้วยไข่...จากเนินดินริมทาง สู่ตำนานกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร. สืบค้น 12 สิงหาคม 2569, จาก https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages&page_id=2437&code_db=610001&code_type=01

Facebook Twitter LINE Linkedin

PDF

https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages&page_id=2437&code_db=610001&code_type=01

Google search

Mic

ต้นโพธิ์หน้าเมืองกำแพงเพชร

ต้นโพธิ์หน้าเมืองกำแพงเพชร

กำแพงเพชร มีต้นโพธิ์สำคัญอยู่สองต้น คือต้นโพธิ์เหนือ และต้นโพธิ์ใต้ เป็นต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ คู่กับเมืองกำแพงเพชรมาช้านาน ต้นโพธิ์เหนือ ยังยืนต้นอยู่ถึงปัจจุบัน บริเวณวงเวียนต้นโพธิ์ ส่วนต้นโพธิ์ใต้ หน้าวัดบาง ได้ถูกโค่น ทำอาคารพาณิชย์ไปแล้ว ต้นโพธิ์เหนือ ชาวบ้านกำแพงเพชร เรียกกันสั้นๆ ว่าต้นโพธิ์ เป็นสัญลักษณ์ของเมืองกำแพงเพชรเลยทีเดียว เป็นจุดนัดหมายที่สำคัญที่สุดในจังหวัดกำแพงเพชร ในอดีตสันนิษฐานว่า บริเวณแห่งนี้เป็นวัดเก่า อยู่หน้าเมืองกำแพงเพชร (บริเวณนี้มิใช่เป็นประตูเมืองดั่งที่เห็นในปัจจุบัน) เป็นแนวกำแพงเมืองยาวไปถึงบริเวณประตูบ้านโนน (หลังทัณฑสถานวัยหนุ่มเก่า) 

เผยแพร่เมื่อ 24-02-2020 ผู้เช้าชม 4,404

เมืองคณฑี : เมืองพักระหว่างทางของพระนางจามเทวี

เมืองคณฑี : เมืองพักระหว่างทางของพระนางจามเทวี

เมืองคณฑี เป็นเมืองโบราณเก่าแก่เมืองหนึ่งของจังหวัดกำแพงเพชร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิงทางฝั่งตะวันออก ตัวกำแพงเมืองหรือร่องรอยของเมืองเกือบไม่เหลือร่องรอยให้เห็นในปัจจุบัน ทั้งที่เป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมาอย่างน้อยในช่วง พ.ศ. 1176-1204 เมื่อครั้งพระนางจามเทวี พระราชธิดาของกษัตริย์ละโว้ (พระยากาฬวรรณดิส) ซึ่งเสด็จโดยทางชลมารคจากนครละโว้ (ลพบุรี) ขึ้นไปสร้างเมืองที่นครหริภุญชัย (ลำพูน) ระหว่างทางที่เสด็จพระนางจามเทวีได้เสด็จขึ้นมาประทับที่เมืองคณฑี แล้วจึงไปพักที่เมืองกำแพงเพชร ผ่านเมืองตากไปจนถึงลำพูน

เผยแพร่เมื่อ 11-03-2020 ผู้เช้าชม 2,059

เมืองไตรตรึงษ์สมัยอยุธยา

เมืองไตรตรึงษ์สมัยอยุธยา

เอกสารจากพงศาวดารฉบับปลีก ซึ่งนายไมเคิล ริคคารี่ ได้นำลงในหนังสือสยามสมาคม มีข้อความสรุปได้ว่า เมืองสุโขทัยได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอยุธยาอีกครั้งเมื่อสมัยของพระบรมราชาธิราชที่ 2 และได้แบ่งอาณาจักรสุโขทัยออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ให้พระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาลมหาธรรมราชา) ครองเมืองอยู่ที่สองแควหรือพิษณุโลก ส่วนที่ 2 ให้พระยารามครองเมืองอยู่ที่สุโขทัย ส่วนที่ 3 ให้พระยาเชลียงครองเมืองอยู่ที่สวรรคโลก และส่วนที่ 4 ให้เจ้าแสนสอยดาว ครองเมืองอยู่กำแพงเพชร

เผยแพร่เมื่อ 02-03-2020 ผู้เช้าชม 2,143

เมืองแปบ หรือวังแปบ

เมืองแปบ หรือวังแปบ

ที่บริเวณบ้านหัวยาง ตำบลนครชุม อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ตรงกับตีนสะพานข้ามลำน้ำปิง ฝั่งนครชุม มีสถานที่หนึ่ง ชาวบ้านเรียกกันว่า บ้านวังแปบ เล่ากันว่า เดิมเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง ที่เรียกขานกันว่าเมืองแปบ เป็นเมืองโบราณ อายุกว่าพันปี ปัจจุบันน้ำกัดเซาะจนเมืองเกือบทั้งเมืองตกลงไปในลำน้ำปิง เหลือโบราณสถานไม่กี่แห่งที่เป็นหลักฐานว่า บริเวณแห่งนี้ เคยเป็นเมืองสำคัญมาก่อน มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า 

เผยแพร่เมื่อ 16-04-2020 ผู้เช้าชม 2,367

เมืองคณฑี : เมืองที่ถูกจารไว้ในจารึกสมัยสุโขทัย

เมืองคณฑี : เมืองที่ถูกจารไว้ในจารึกสมัยสุโขทัย

เมืองคณฑี ตั้งอยู่ในเขตตำบลคณฑี ริมฝั่งแม่น้ำปิงทางด้านตะวันออก เยื้องตรงข้ามกับวัดวังพระธาตุลงมาทางใต้ประมาณ 8 กิโลเมตร แม้ไม่มีการตรวจพบร่องรอยของคูน้ำและคันดิน แต่เหนือบ้านโคนขึ้นไปมีร่องรอยบริเวณที่มีคูน้ำโดยรอบ มีผุ้พบซากเจดีย์ร้าง และเศษโบราณวัตถุเป็นจำนวนมากในป่าก่อนจะถูกปรับไถให้โล่งเตียน โดยเฉพาะบริเวณวัดกาทิ้งได้ปรากฏร่องรอยบริเวณที่มีคูน้ำโอบล้อม มีซากโบราณสถานและเศษโบราณวัตถุ โคกเนินต่าง ๆ แม้จะถูกชาวบ้านปรับไถที่ดินทำไร่ทำนา จนหมดสิ้น 

เผยแพร่เมื่อ 11-03-2020 ผู้เช้าชม 3,381

นครไตรตรึงษ์ เมืองโบราณ ต้นกำเนิดอาณาจักรอยุธยา

นครไตรตรึงษ์ เมืองโบราณ ต้นกำเนิดอาณาจักรอยุธยา

เมืองไตรตรึงษ์เป็นอีกหนึ่งชุมชนโบราณที่มีการตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณริมแม่น้ำปิงตอนล่างที่มีลักษณะใกล้เคียงกับการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณบริเวณภาคกลางในวัฒนธรรมทวารวดี คือ ตั้งถิ่นฐานใกล้แหล่งน้ำมีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ 1-3 ชั้น ผังเมืองจะมีรูปร่างแตกต่างกันไป แต่มักจะขนานกับทางน้ำ เมื่อพิจารณาร่วมกับหลักฐานทางด้านเอกสารประวัติศาสตร์อย่างตำนานจามเทวีที่กล่าวถึงช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 พระนางจามเทวีกษัตริย์แห่งเมืองละโว้ได้อพยพผู้คนจากเมืองละโว้ขึ้นมาเมืองหริภุญชัย โดยใช้เส้นทางแม่น้ำปิงเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานประเภทโบราณวัตถุที่พบมีความคล้ายคลึงกับโบราณวัตถุที่พบในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อาทิ ตะเกียงดินเผา ลูกปัดแก้ว หรือ ลูกปัดหินเป็นต้น

เผยแพร่เมื่อ 21-06-2022 ผู้เช้าชม 2,442

พระพี่พระน้องแห่งสายน้ำ ถอดรหัสตำนานหลวงพ่อเพชร วัดบาง เมืองกำแพงเพชร

พระพี่พระน้องแห่งสายน้ำ ถอดรหัสตำนานหลวงพ่อเพชร วัดบาง เมืองกำแพงเพชร

ท่ามกลางมรดกอารยธรรมสุโขทัยและโบราณสถานศิลาแลงอันโดดเด่นของเมืองกำแพงเพชร ยังมีศูนย์รวมศรัทธาอีกแห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในเขตเมือง นั่นคือวัดบาง วัดราษฎร์ในตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อเพชร” พระพุทธรูปสำริดที่ชาวกำแพงเพชรเคารพนับถือในฐานะพระพุทธรูปสำคัญของเมือง วัดบางมีสถานะเป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ข้อมูลทะเบียนวัดระบุว่าตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2420 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2430 อย่างไรก็ตาม ปีที่ปรากฏในทะเบียนราชการควรเข้าใจว่าเป็นหลักฐานการรับรองสถานะวัดในยุคเอกสาร มิได้ยืนยันว่าพื้นที่ศาสนสถานหรือชุมชนบริเวณนี้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ตำนานและที่มาของชื่อวัดบาง คำบอกเล่าท้องถิ่นอธิบายว่า ชื่อ “วัดบาง” น่าจะเกี่ยวข้องกับภูมิประเทศเดิมของพื้นที่ กล่าวคือบริเวณวัดเคยอยู่ใกล้คลองหรือทางน้ำสายหนึ่งที่แยกจากแม่น้ำปิงไปสู่หนองรี ชาวบ้านเรียกคลองสายนั้นว่า “บาง” เมื่อมีการตั้งวัดริมทางน้ำจึงเรียกชื่อวัดตามภูมิประเทศว่า “วัดบาง”

เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้เช้าชม 11

พระแสงราชศัสตรา

พระแสงราชศัสตรา

พระแสงราชศัสตรา มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า หนึ่งในสยาม คู่บ้านคู่เมืองกำแพงเพชร พระแสงราชศัสตราองค์นี้ เป็นดาบฝักทองลงยาที่งดงาม มีความเชื่อกันว่าเป็นดาบวิเศษ แสดงถึงพระราชอำนาจสูงสุดของพระมหากษัตริย์ในการปกครองบ้านเมือง ในสมัยนั้น รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์ในกรณีย์ที่ทรงพระราชทานสิทธิ์แก่ขุนนาง ข้าราชการที่ใช้อำนาจแทนพระองค์ ในการปฏิบัติราชการแทนพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีศึกสงคราม

เผยแพร่เมื่อ 27-06-2019 ผู้เช้าชม 7,813

ตำนานพระฤาษีสามตนแห่งเมืองชากังราว ความเชื่อ คติชน และความสัมพันธ์กับพระกรุกำแพงเพชร

ตำนานพระฤาษีสามตนแห่งเมืองชากังราว ความเชื่อ คติชน และความสัมพันธ์กับพระกรุกำแพงเพชร

ตำนานพระฤาษีแห่งเมืองกำแพงเพชร นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของท้องถิ่นซึ่งได้รับการถ่ายทอดผ่านคำบอกเล่าและความเชื่อของผู้คนสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนเรื่องราวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ท้องถิ่น พระพุทธศาสนาความเชื่อเรื่องอิทธิฤทธิ์ของนักพรต และคติชนพื้นบ้านจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดกำแพงเพชร

เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้เช้าชม 13

ความทรงจำเรื่องปราบศึกฮ่อ

ความทรงจำเรื่องปราบศึกฮ่อ

พวกฮ่อนี้เดิมทีเป็นจีนแท้ ทำการขบถขึ้นในเมืองจีน เรียกว่าพวกขบถ “ไต้เผง” จะช่วงชิงอำนาจกับพวก “เม่งจู” ในที่สุดพวกไต้เผงสู้พวกเม่งจูไม่ได้ ต้องแตกฉานซ่านเซ็นหลบหนีไปซุ่มซ่อนตัวตามป่าเขา จีนขบถไต้เผงพวกหนึ่งมีกำลังหลายพันคน หัวหน้ากลุ่มชื่อ “จ่ออาจง” อพยพเข้ามาอยู่ในเขตแดน ญวน ทางเมืองตั้งเกี๋ยเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๐๐ ฝ่ายพวกญวนเห็นว่าพวกขบถไต้เผงอพยพเข้ามในเขตของตน เกรงว่าจะเป็นอันตราต่อญวนในภายภาคหน้า จึงแต่งฑูตเข้าไปในประเทศจีน ขอกองทัพจากกษัตริย์เม่งจู มาสมทบกับกองทัพของญวน ช่วยกันขับไล่พวกขบถ พวกกบถก็แตกทัพลงมาในดินแดนของพวกแม้ว คือชายแดนจีนติดต่อกับดินแดนสิบสองจุไทย พวกขบถได้รวบรวมกันและตั้งมั่นอยู่ และได้เรียกชื่อใหม่ว่าเป็น “พวกฮ่อ”

 

 

เผยแพร่เมื่อ 02-03-2020 ผู้เช้าชม 3,847