ตำนาน "หลวงพ่อโม้" วัดเทพโมฬี

ตำนาน "หลวงพ่อโม้" วัดเทพโมฬี

เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้ชม 11

[16.4198237, 99.3354382, ตำนาน "หลวงพ่อโม้" วัดเทพโมฬี]

ตำนาน หลวงพ่อโม้ วัดเทพโมฬี

          หลวงพ่อโม้ วัดเทพโมฬี หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันติดปากว่า วัดหลวงพ่อโม้มิใช่เพียงเรื่องเล่าปรัมปรา แต่คือร่องรอยประวัติศาสตร์ที่ผสานเข้ากับพลังศรัทธาของชาวเมืองกำแพงเพชรอย่างเหนียวแน่นจากซากปรักหักพังกลางป่ารกชัฏ สู่พุทธสถานศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจในปัจจุบันปฐมบทแห่งความศรัทธา: วัดร้างนอกคูเมืองตามบันทึกทางประวัติศาสตร์หลายแหล่งระบุตรงกันว่าวัดเทพโมฬีมีอายุเก่าแก่ร่วมสมัยกับการสร้างเมืองกำแพงเพชร (เมืองชากังราวโบราณ)โดยตั้งอยู่นอกเขตคูเมืองเก่าทางด้านทิศใต้ ติดกับวัดชีนังเกาซึ่งพื้นที่ตั้งขององค์พระพุทธรูปนี้อยู่บริเวณด้านหลังของบ้านพักอัยการจังหวัดกำแพงเพชรในปัจจุบันสภาพก่อนการบูรณะ: ร่องรอยอดีตจากยุคสุโขทัยก่อนที่จะมีความสวยงามเช่นในปัจจุบัน วัดแห่งนี้เคยถูกทิ้งร้างมานานนับร้อยปีหลังภาวะสงครามโดยสภาพที่ปรากฏแก่สายตาชาวบ้านในยุคก่อน มีดังนี้- ​องค์พระพุทธรูป: ชำรุดหนักจนเหลือองค์พระที่ไม่สมบูรณ์ โดยในบทประพันธ์ของ นางบุญห้อมอรรถธรรมสุนทร ได้ระบุข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ไว้ว่า องค์พระเดิมถูกไฟพม่าเผาทำลายจน พักตร์ขาดเสี้ยว  (ใบหน้าแหว่งเหลือเพียงเสี้ยวเดียว) และเหลือเพียงส่วนแผ่นหลัง (พระปฤษฎางค์) ส่วนพระกร (แขน) หักหลุดหายไปสิ้น - ​วัสดุและศิลปกรรม: แกนในและลำตัวขององค์พระดั้งเดิมสร้างขึ้นจาก "ศิลาแลงและอิฐ
นักวิชาการสันนิษฐานว่าโครงสร้างเดิมเป็นศิลปะสมัยอู่ทอง ยุคต้นกรุงศรีอยุธยา มีอายุราว 500-700 ปี - ​ความรกร้าง: บริเวณรอบองค์พระเต็มไปด้วยเถาวัลย์หนาทึบ เป็นที่อาศัยของอสรพิษทั้งงูและแมงป่อง จนชาวบ้านสมัยนั้นต่างขยาดและไม่กล้าเดินเฉียดเข้าไปใกล้ยุคแห่งการฟื้นฟูและปฏิสังขรณ์ (พ.ศ. 2519 - 2520) จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้องค์พระกลับมาสมบูรณ์งดงาม เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของทั้งฝ่ายฆราวาสและบรรพชิตในปี พ.ศ. 2519โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่อัยการจังหวัดในขณะนั้น คือ นายจำรูญ อรรถธรรมสุนทรได้ทราบว่ามีพระภิกษุผู้ทรงญาณสมาบัติเดินทางมาร่วมคณะด้วยจึงได้เรียนเชิญให้มาดูสถานที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูปที่ชำรุดอยู่หลังบ้านพักอัยการ​ฝ่ายข้าราชการ/ผู้ว่าราชการจังหวัด: บันทึกและแผ่นจารึกระบุตรงกันว่า
ผู้นำฝ่ายฆราวาสในขณะนั้นคือ นายกาจ รักษ์มณี (ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ปี 2519) เป็นแกนนำจัดทำโครงการบูรณะพระผู้ทรงญาณและผู้นิมิต: จังหวัดได้นิมนต์พระเกจิและสถาปนิกพุทธศิลป์ชื่อดัง คือ หลวงปู่โง่น โสรโย (วัดพระพุทธบาทเขารวก จ.พิจิตร) มาเป็นองค์ประธาน โดยหลวงปู่โง่นได้ภาวนาจิต (เพ่งกระแสจิต) และแจ้งแก่อัยการจำรูญและผู้ติดตามว่า "สามารถซ่อมแซมได้" และท่านได้เห็นนิมิตองค์พระที่สมบูรณ์ ​การจัดสร้างองค์พระครอบ: เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัด (นายกาจ รักษ์มณี) รับทราบตามนิมิตจึงได้มอบหมายให้อัยการจำรูญ เป็นผู้เรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาคทรัพย์และดำเนินงานปั้นปูน สร้างองค์พระใหม่ครอบและหุ้มองค์พระศิลาแลงเดิมไว้ภายในส่งผลให้พุทธศิลป์ภายนอกกลายเป็นศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนปลาย (สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2520) ​ฝ่ายสงฆ์ผู้สนับสนุน: บันทึกทั่วไปกล่าวถึง พระครูวิธานวชิรศาสน์ (หลวงพ่อภา) อดีตเจ้าอาวาสวัดเสด็จ ที่นำพระภิกษุสามเณรมาช่วยลงแรงถากถางป่าร่วมกับชาวบ้าน หลวงพ่อโม้" และหลวงพ่อแป้งข้าวหมา
​หลวงพ่อโม้ (พระพุทธโมฬี): มีที่มา 2 นัย คือ หนึ่งมาจากการเรียกเพี้ยนจากชื่อเดิม (เทพโมฬี หรือพระพุทธโมฬี) และสองมาจากปาฏิหาริย์ที่ "ศักดิ์สิทธิ์เกินจริงจนเหมือนเรื่องโม้แต่ท่านทำให้เกิดขึ้นจริงจนชาวบ้านต่างกล่าวว่า "หลวงพ่อโม้ แต่ไม่เคยโม้เล่น​หลวงพ่อแป้งข้าวหมาก (หลวงพ่อข้าวหมาก): บันทึกจากแผ่นศิลาจารึกได้ไขปริศนาที่มาของชื่อนี้ว่าในการบูรณะองค์พระพุทธโมฬีเมื่อปี พ.ศ. 2519 นั้น คณะผู้ศรัทธาได้สร้างพระพุทธรูปจำลองอีกองค์หนึ่งคู่กัน" และตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า "หลวงพ่อแป้งข้าวหมาก"เพื่อเป็นพระคู่บารมีกับพระพุทธโมฬี ซึ่งต่อมาความศักดิ์สิทธิ์และปาฏิหาริย์ของท่านทำให้ชาวบ้านนำ"ข้าวหมาก" และ "ขนมจีนน้ำยา" มาถวายแก้บนจนเลื่องลือปาฏิหาริย์และอภินิหารที่เล่าสืบต่อกันมา​ห้ามฟ้าห้ามฝน: เป็นเรื่องเล่าที่โด่งดังที่สุดและมีบันทึกไว้ในศิลาจารึก (กลอนระบุว่า "ฝน เอ๋ยจงอย่าตก") หากมีงานรื่นเริงหรือพิธีสำคัญ แล้วมีการบนบานขอให้ฝนหยุดฝนจะตกหนักรอบนอกแต่บริเวณงานจะแห้งสนิท
​การตามหาของหาย: จารึกของวัดระบุชัดเจนถึงความศักดิ์สิทธิ์ในด้าน "การให้ได้ของที่หายกลับคืน"(กลอนระบุว่า "ของหมก ลืมที่ไว้ ช่วยดลให้ลูกพบ")ท่านมักจะช่วยดลใจให้ผู้บนบานได้พบของที่หมกลืมหรือหายไปให้ได้กลับคืนมา
​ความแคล้วคลาด: เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของทหาร ตำรวจ และพรานป่าในยุคสงครามหรือการปราบปรามคอมมิวนิสต์ มักมากราบขอพรหรือนำดินจากวัดติดตัวไปเพื่อป้องกันอันตรา​ขอได้ไหว้รับ: ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค้าขาย หรือการสอบเข้า มักสัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่เห็นผลชัดเจนอนุสรณ์แห่งศรัทธา: การสร้างวิหารหลังใหม่ (พ.ศ. 2543 - 2544)หลังจากบูรณะองค์พระเสร็จสิ้น องค์ท่านยังคงประดิษฐานอยู่กลางแจ้งต่อมาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และประชาชนผู้เล่าเรียนศรัทธาเห็นว่าองค์พระต้องตากแดดตากฝน
จึงได้ร่วมใจกันจัดทำโครงการสร้างวิหารเพื่อเป็นที่ประดิษฐานให้สมพระเกียรติ ซึ่งแผ่นศิลาจารึกทั้ง 2 แผ่นนี้

          ถูกจัดทำขึ้นในโอกาส "ฉลองสมโภชสร้างวิหารหลังใหม่สำเร็จเสร็จสิ้น"โดยมีรายนามคณะผู้จัดสร้างและอุปถัมภ์ที่สำคัญดังนี้:​ประธานพิธีและฝ่ายบริหาร: นายยงยุทธ ตะโกพร (ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชรในขณะนั้น)
ร่วมเป็นแกนนำผลักดันโครงการ​นายสิรินทร์ เฉลิมวัฒน์ (อธิบดีอัยการ สำนักงานอัยการเขต 6)ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์​ฝ่ายสงฆ์ผู้ดำเนินงาน: พระวชิร ธีโร (อาจารย์เจ๊ก)เป็นผู้รับผิดชอบหลักควบคุมการดำเนินงานก่อสร้างวิหาร​คณะอุปถัมภ์หลัก: นางสุวดี ตะโกพร (นายกเหล่ากาชาด), คุณพี่เยาว์ เฉลิมวัฒน์, คุณธำรงค์-คุณรัชนีอัศวสุธีกุล และคุณณรงค์-คุณรังสุดา เกษปรีชาสวัสดิ์​กำหนดเวลา: เริ่มวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2543และสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544​ผู้ประพันธ์บทบูชา: นางบุญห้อม อรรถธรรมสุนทรเป็นผู้แต่งบทกลอนลายลักษณ์อักษรจารึกไว้บนแผ่นศิลาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวความเชื่อเรื่องอาถรรพ์และข้อห้าม​ห้ามลบหลู่: มีกฎเหล็กว่าห้ามท้าทาย หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในเขตวิหาร (เช่น ดื่มสุราหรือพูดดูหมิ่น) หากใครฝ่าฝืนมักเจอเหตุร้าย เช่น รถเสีย เจ็บป่วย หรือฝันร้ายสิ่งศักดิ์สิทธิ์เฝ้าวิหาร: มีเรื่องเล่าถึงเสียงเดินหรือเสียงสวดมนต์ ในวิหารยามดึกแม้จะล็อกประตูไว้แล้วก็ตาม เชื่อว่าเป็นจิตวิญญาณของครูบาอาจารย์ที่ยังปกปักษ์รักษา
ของแก้บน​ของแก้บนตามโบราณประเพณี: เมื่อผู้บนบานได้รับผลสำเร็จตามความประสงค์โดยเฉพาะเรื่องการห้ามฝนและตามหาของหายสิ่งของนิยมโบราณที่ระบุไว้ในศิลาจารึกว่าเป็นของโปรดของท่านคือ "ขนมจีนน้ำยา"และอาหารประเภทหมักดองอย่าง "ข้าวหมาก"พลังของ "ตำนานท้องถิ่น"ตำนานของท่านไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่คือ "ความจริงทางวัฒนธรรม"ของชาวกำแพงเพชรที่สะท้อนถึงความสามัคคีและการมีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจร่วมกันของคนหลายรุ่นตั้งแต่ระดับผู้บริหาร ข้าราชการฝ่ายปกครอง ข้าราชการตุลาการ/อัยการ ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ซึ่งร่วมกันสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมนี้มาแบบปากต่อปากและลายลักษณ์อักษรบนศิลาจารึกอย่างยั่งยืนข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะหพุทธศิลป์ข้อมูลบางแหล่งพบประเด็นที่ระบุไว้แตกต่างกัน ดังนี้:​ในขณะที่นักวิชาการบางส่วนมองว่าโครงสร้างศิลาแลงแกนในดั้งเดิมเป็นศิลปะอู่ทองตอนต้นยุคต้นกรุงศรีอยุธยา

          แต่ข้อมูลจากบทประพันธ์บนแผ่นจารึกของวัดระบุสืบต่อกันมาว่าเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่จาก "กาลครั้งสุโขทัย"ในขณะที่ภาพรวมภายนอกในปัจจุบันกลายเป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์หลังจากการปั้นปูนหล่อครอบองค์เดิมในยุคหลัง
แล้วคุณล่ะ... เคยได้มีโอกาสไปกราบไหว้และลิ้มลองขนมจีนน้ำยาแก้บนที่วัดเทพโมฬีบ้างหรือยัง?พิกัด: วัดเทพโมฬี (หลวงพ่อโม้) ข้างบ้านพักอัยการจังหวัด ต.ในเมือง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร แผนที่: https://maps.app.goo.gl/ygQWiaDzqbohkELN9?g_st=ac

คำสำคัญ : หลวงพ่อโม้  วัดหลวงพ่อโม้  วัดเทพโมฬี  หลวงพ่อข้าวหมาก  หลวงพ่อแป้งข้าวหมาก  ขอได้ไหว้รั บ  ประวัติศาสตร์กำแพงเพชร

ที่มา : สำนักข่าวกาขาว

รวบรวมและจัดทำข้อมูล : กาญจนา จันทร์สิงห์


สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มาหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2569). ตำนาน "หลวงพ่อโม้" วัดเทพโมฬี. สืบค้น 8 สิงหาคม 2569, จาก https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages&page_id=2420&code_db=610001&code_type=01

Facebook Twitter LINE Linkedin

PDF

https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages&page_id=2420&code_db=610001&code_type=01

Google search

Mic

เมืองไตรตรึงษ์สมัยทวาราวดี

เมืองไตรตรึงษ์สมัยทวาราวดี

เมืองไตรตรึงษ์เป็นเมืองโบราณที่เก่าแก่อีกเมืองหนึ่งของจังหวัด กำแพงเพชรพบหลักฐานแสดงว่าเป็นเมืองเก่าในสมัยทวารวดีต่อเนื่องมาถึงสมัยสุโขทัย ดังหลักฐานวัตถุโบราณจากการขุดค้นภายในบริเวณเมืองพบเศษภาชนะ ดินเผา ตะกรันขี้เหล็กจ้านวนมาก พบตะเกียงดินเผาสมัยทวาราวดี จึงสันนิษฐานว่าเมืองนี้น่าจะพัฒนามาตั้งแต่สมัยทวารวดีหรือก่อนหน้านั้น

เผยแพร่เมื่อ 02-03-2020 ผู้เช้าชม 2,213

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) กษัตริย์เมืองอู่ทอง เป็นชาวกำแพงเพชร

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) กษัตริย์เมืองอู่ทอง เป็นชาวกำแพงเพชร

กษัตริย์ผู้ครองกรุงสุวรรณภูมิ จากพงศาวดารโยนก ในหนังสือประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 7 หน้า 435-436 กษัตริย์ผู้ครองกรุงสุวรรณภูมิ ได้เรียงลำดับไว้ว่า ลำดับที่ 6 พระยากาแต เชื้อนเรศร์หงสา ลำดับที่ 7 อู่ทอง มาแต่เชลียง ลำดับที่ 8 ขุนหลวงพะงั่ว ลำดับที่ 7 อู่ทอง มาแต่เชลียง ซึ่ง “เชลียง” ก็หมายถึงเมืองกำแพงเพชรนั่นเอง เรื่อง “อธิบายรัชกาลครั้งกรุงเก่า” ซึ่งเป็นพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในหนังสือประชุมพงศาวดารฉบบักาญจนาภิเษก เล่ม 1 หน้า 356 ได้กล่าวถึงความเกี่ยวข้องของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (หลวงพะงั่ว) กับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ไว้ว่า...

เผยแพร่เมื่อ 25-02-2020 ผู้เช้าชม 20,602

กำแพงเพชร : เมืองก่อนประวัติศาสตร์

กำแพงเพชร : เมืองก่อนประวัติศาสตร์

การสำรวจที่บ้านหนองกอง ตำบลนาบ่อคำ อำเภอเมืองกำแพงเพชร พบตะเกียงดินเผา แวดินเผา แร่ทองคำ อันเป็นที่มาของคำว่า นาบ่อคคำ พบลูกปัดแก้ว ลูกหินปัด เครื่องสำริด ตะกรัน ขี้แร่ เศษพาชนะดินเผาจำนวนมาก ส่วนการสำรวจบ้านคลองเมือง ตำบลโกสัมพี อำเภอโกสัมพีนคร พบหลักฐานเก่าก่อนประวัติศาสตร์มากมาย ตำนานเมืองโกสัมพี จังหวัดกำแพงเพชร ในพงศาวดารเหนือความว่า พระพุทธศกัราช 1002 ปี จุลศกัราช 10 ปีระกาสัมฤทธิศก มีพระยากาฬวรรณดิศราช บุตรของพระยากากะพัตรได้สวยราชสมบัติเมืองตักกะสิลามหานคร (สันนิษฐานว่าเมืองตาก) 

เผยแพร่เมื่อ 18-02-2020 ผู้เช้าชม 3,002

ตำนานสามล้อกำแพงเพชร

ตำนานสามล้อกำแพงเพชร

สามล้อถีบเมืองกำแพงเพชร มีมาก่อนพุทธศักราช 2490 มารุ่งเรืองสูงสุด ในปี 2500 รายได้ดีมาก สามารถเลี้ยงชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามล้อท่านแรกที่รู้จัก คือลุงเอก บ้านอยู่หน้าโรงเรียนอนุกูลศึกษาทางไปโรงพยาบาลกำแพงเพชร (ปัจจุบันเลิกกิจการแล้ว) ผู้เขียนเป็นเพื่อนรักกับลูกชายลุงเอก คือนาย อุ่น ไปมาหาสู่กันเป็นประจำไปนอนเล่นบ้านลุงเอกเสมอ ท่านใจดีมาก ๆ มีฐานะดีด้วย 

 

เผยแพร่เมื่อ 25-02-2020 ผู้เช้าชม 1,946

ย้อนรอย “เที่ยวเมืองพระร่วง” ตอนที่ 1

ย้อนรอย “เที่ยวเมืองพระร่วง” ตอนที่ 1

ย้อนหลังไปเมือง พ.ศ. 2450 หรือ 107 ปี ที่ผ่านมา ชาวกำแพงเพชรได้มีโอกาสต้อนรับการเสด็จมาของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่ง ดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ซึ่งทรงสนพระทัยเกี่ยวกับเรื่องราวของเมืองพระร่วงคือเมืองกำแพงเพชร สุโขทัยและศรีสัชนาลัย และได้เสด็จขึ้นมาตรวจตราโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศึกษาข้อมูลตามตำนานในท้องถิ่น แล้วทรงพระราชนิพนธ์เอาไว้เป็นหนังสือเรื่อง “เที่ยวเมืองพระร่วง” ซึ่งยอมรับกันว่าเป็นหนังสือนำเที่ยวเมืองไทยเล่มแรกที่มีคณุค่ายิ่งนัก และถือเป็นหนังสือดีอีกเล่มหนึ่งที่ชาวกำแพงเพชรควรต้องอ่าน ด้วยความสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎุเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงเสด็จเที่ยวเมืองกำแพงเพชรและทรงบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญเอาไว้อย่างละเอียดเป็นบทพระราชนิพนธ์ “เที่ยวเมืองพระร่วง”

เผยแพร่เมื่อ 25-02-2020 ผู้เช้าชม 6,418

ประวัติน้ำมันลานกระบือ

ประวัติน้ำมันลานกระบือ

 อำเภอลานกระบือ เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร มีชื่อเสียงโดดเด่นหลายด้าน โดยเฉพาะการค้นพบแหล่งน้ำมันดิบ คือ "แหล่งน้ำมันสิริกิติ์" บ่อน้ำมันสิริกิติ์ ตั้งอยู่ที่บ้านเด่นพระ หมู่ที่ 4 บ้านหนองตาสังข์ ตำบลลานกระบือ อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร อยู่ห่างจากที่ว่าการ อำเภอลานกระบือ ไปตามเส้นทางถนนสายลานกระบือ-พิษณุโลก ประมาณ 7 กิโลเมตร

เผยแพร่เมื่อ 21-01-2020 ผู้เช้าชม 25,998

พระพุทธนวราชบพิตร ประจำจังหวัดกำแพงเพชร

พระพุทธนวราชบพิตร ประจำจังหวัดกำแพงเพชร

พระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง ๒๓ เซนติเมตร สูง ๔๐เซนติเมตร ที่บัวฐานด้านหน้า บรรจุพระพิมพ์ พระสมเด็จจิตรลดา ไว้อีกองค์หนึ่ง พระพิมพ์ส่วนพระองค์นี้ สร้างขึ้นด้วยฝีพระหัตถ์ ทรงสร้างไว้สำหรับ บรรจุไว้ที่ฐานบัวหงาย ด้านหน้าของพระพุทธนวราชบพิตร และเพื่อพระราชทานแก่ข้าราชบริพาร และบุคคลอื่นไว้สักการะบูชา ผงศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำมาบรรจุในพระพิมพ์ส่วนพระองค์นั้นประกอบด้วย เส้นพระเจ้า คือเส้นผมพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเจ้าพนักงาน ได้รวบรวมไว้หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ คือตัดผม ทุกครั้ง ดอกไม้แห้งจากพวงมาลัย ที่ประชาชนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เวลาเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปลี่ยนเครื่องทรง พระมหามณีรัตนปฏิมากร และทรงบูชาไว้ที่พระพุทธปฏิมากร ตลอดเทศกาล จนถึงคราวเปลี่ยนเครื่องทรงใหม่ ดอกไม้แห้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้รวบรวมไว้ ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่แขวนที่พระมหาเศวษฉัตร และด้ามพระแสงขรรค์ชัยศรี ในพระราชพิธีฉัตรมงคล ชันและสีจากเรือใบพระที่นั่ง ขณะที่ทรงตกแต่งซ่อมแซมเรือ

เผยแพร่เมื่อ 16-08-2019 ผู้เช้าชม 4,183

ในหลวงกับการเสด็จกำแพงเพชร ครั้งที่ 1 เสด็จบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรฯ”

ในหลวงกับการเสด็จกำแพงเพชร ครั้งที่ 1 เสด็จบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรฯ”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช “ ในหลวง” ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สดุในโลก ได้ทรงอุทิศพระวรกายพระราชหฤทัย และพระสติปัญญา บำเพ็ญพระราชกรณียกิจทั้งปวง เพื่ออาณาประชาราษฎร์ของพระองค์อย่างมากมายมหาศาล จนยากยิ่งที่จะหาพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลกมาเทียบเคียงได้ ดังนั้นในโอกาสมหามงคล จึงขอนำเรื่องราวแห่งความปลื้มปิติมาน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อชาวกำแพงเพชรด้วยการเสด็จถึง 3 ครั้ง ตลอดระยะเวลากว่า 69 ปีที่ครองราชย์ เป็นช่วงเวลาที่พระองค์ทรงงานอย่างไม่เคยว่างเว้น และทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่พร้อมทั้งความบริสุทธิ์และบริบูรณ์ตลอด 69 ปีที่ผ่านมา

เผยแพร่เมื่อ 18-02-2020 ผู้เช้าชม 3,045

จำรึกวงเวียนต้นโพธิ์

จำรึกวงเวียนต้นโพธิ์

เมื่อพุทธศักราช 2448 พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาชวิราวุธ (รัชกาลที่ 6) เสด็จมาประพาสเมืองพระร่วง ได้ศึกษาเมืองเก่ากำแพงเพชรโดยละเอียด บันทึกเรื่องราวให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดาให้ทรงทราบ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เห็นว่ายังไม่ถูกต้องนัก จึงนำเสด็จพระบรมโอรสาธิราชมายังเมืองกำแพงเพชร ในเดือนสิงหาคม 2449 ด้วยพระองค์เอง  และในปีพุทธศักราช 2450 พระบรมโอรสาธิราช เสด็จมาศึกษากำแพงเพชรโดยละเอียดอีกครั้ง ในครั้งนี้ทรงปลูกต้นสักไว้หน้าที่ว่าการเมืองกำแพงเพชร (ตรงข้ามธนาคารออมสินสาขากำแพงเพชร) และจารึกความสำคัญการเสด็จประพาสกำแพงเพชรไว้ในใบเสมา ได้ประดิษฐานจารึกไว้บริเวณใต้ต้นโพธิ์ หน้าเมืองกำแพงเพชร 

เผยแพร่เมื่อ 24-02-2020 ผู้เช้าชม 2,993

เมืองไตรตรึงษ์สมัยอยุธยา

เมืองไตรตรึงษ์สมัยอยุธยา

เอกสารจากพงศาวดารฉบับปลีก ซึ่งนายไมเคิล ริคคารี่ ได้นำลงในหนังสือสยามสมาคม มีข้อความสรุปได้ว่า เมืองสุโขทัยได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอยุธยาอีกครั้งเมื่อสมัยของพระบรมราชาธิราชที่ 2 และได้แบ่งอาณาจักรสุโขทัยออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ให้พระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาลมหาธรรมราชา) ครองเมืองอยู่ที่สองแควหรือพิษณุโลก ส่วนที่ 2 ให้พระยารามครองเมืองอยู่ที่สุโขทัย ส่วนที่ 3 ให้พระยาเชลียงครองเมืองอยู่ที่สวรรคโลก และส่วนที่ 4 ให้เจ้าแสนสอยดาว ครองเมืองอยู่กำแพงเพชร

เผยแพร่เมื่อ 02-03-2020 ผู้เช้าชม 2,142