![]()
ตำนาน "หลวงพ่อโม้" วัดเทพโมฬี
เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้ชม 11
[16.4198237, 99.3354382, ตำนาน "หลวงพ่อโม้" วัดเทพโมฬี]
ตำนาน หลวงพ่อโม้ วัดเทพโมฬี
หลวงพ่อโม้ วัดเทพโมฬี หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันติดปากว่า วัดหลวงพ่อโม้มิใช่เพียงเรื่องเล่าปรัมปรา แต่คือร่องรอยประวัติศาสตร์ที่ผสานเข้ากับพลังศรัทธาของชาวเมืองกำแพงเพชรอย่างเหนียวแน่นจากซากปรักหักพังกลางป่ารกชัฏ สู่พุทธสถานศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจในปัจจุบันปฐมบทแห่งความศรัทธา: วัดร้างนอกคูเมืองตามบันทึกทางประวัติศาสตร์หลายแหล่งระบุตรงกันว่าวัดเทพโมฬีมีอายุเก่าแก่ร่วมสมัยกับการสร้างเมืองกำแพงเพชร (เมืองชากังราวโบราณ)โดยตั้งอยู่นอกเขตคูเมืองเก่าทางด้านทิศใต้ ติดกับวัดชีนังเกาซึ่งพื้นที่ตั้งขององค์พระพุทธรูปนี้อยู่บริเวณด้านหลังของบ้านพักอัยการจังหวัดกำแพงเพชรในปัจจุบันสภาพก่อนการบูรณะ: ร่องรอยอดีตจากยุคสุโขทัยก่อนที่จะมีความสวยงามเช่นในปัจจุบัน วัดแห่งนี้เคยถูกทิ้งร้างมานานนับร้อยปีหลังภาวะสงครามโดยสภาพที่ปรากฏแก่สายตาชาวบ้านในยุคก่อน มีดังนี้- องค์พระพุทธรูป: ชำรุดหนักจนเหลือองค์พระที่ไม่สมบูรณ์ โดยในบทประพันธ์ของ นางบุญห้อมอรรถธรรมสุนทร ได้ระบุข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ไว้ว่า องค์พระเดิมถูกไฟพม่าเผาทำลายจน พักตร์ขาดเสี้ยว (ใบหน้าแหว่งเหลือเพียงเสี้ยวเดียว) และเหลือเพียงส่วนแผ่นหลัง (พระปฤษฎางค์) ส่วนพระกร (แขน) หักหลุดหายไปสิ้น - วัสดุและศิลปกรรม: แกนในและลำตัวขององค์พระดั้งเดิมสร้างขึ้นจาก "ศิลาแลงและอิฐ
นักวิชาการสันนิษฐานว่าโครงสร้างเดิมเป็นศิลปะสมัยอู่ทอง ยุคต้นกรุงศรีอยุธยา มีอายุราว 500-700 ปี - ความรกร้าง: บริเวณรอบองค์พระเต็มไปด้วยเถาวัลย์หนาทึบ เป็นที่อาศัยของอสรพิษทั้งงูและแมงป่อง จนชาวบ้านสมัยนั้นต่างขยาดและไม่กล้าเดินเฉียดเข้าไปใกล้ยุคแห่งการฟื้นฟูและปฏิสังขรณ์ (พ.ศ. 2519 - 2520) จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้องค์พระกลับมาสมบูรณ์งดงาม เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของทั้งฝ่ายฆราวาสและบรรพชิตในปี พ.ศ. 2519โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่อัยการจังหวัดในขณะนั้น คือ นายจำรูญ อรรถธรรมสุนทรได้ทราบว่ามีพระภิกษุผู้ทรงญาณสมาบัติเดินทางมาร่วมคณะด้วยจึงได้เรียนเชิญให้มาดูสถานที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูปที่ชำรุดอยู่หลังบ้านพักอัยการฝ่ายข้าราชการ/ผู้ว่าราชการจังหวัด: บันทึกและแผ่นจารึกระบุตรงกันว่า
ผู้นำฝ่ายฆราวาสในขณะนั้นคือ นายกาจ รักษ์มณี (ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ปี 2519) เป็นแกนนำจัดทำโครงการบูรณะพระผู้ทรงญาณและผู้นิมิต: จังหวัดได้นิมนต์พระเกจิและสถาปนิกพุทธศิลป์ชื่อดัง คือ หลวงปู่โง่น โสรโย (วัดพระพุทธบาทเขารวก จ.พิจิตร) มาเป็นองค์ประธาน โดยหลวงปู่โง่นได้ภาวนาจิต (เพ่งกระแสจิต) และแจ้งแก่อัยการจำรูญและผู้ติดตามว่า "สามารถซ่อมแซมได้" และท่านได้เห็นนิมิตองค์พระที่สมบูรณ์ การจัดสร้างองค์พระครอบ: เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัด (นายกาจ รักษ์มณี) รับทราบตามนิมิตจึงได้มอบหมายให้อัยการจำรูญ เป็นผู้เรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาคทรัพย์และดำเนินงานปั้นปูน สร้างองค์พระใหม่ครอบและหุ้มองค์พระศิลาแลงเดิมไว้ภายในส่งผลให้พุทธศิลป์ภายนอกกลายเป็นศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนปลาย (สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2520) ฝ่ายสงฆ์ผู้สนับสนุน: บันทึกทั่วไปกล่าวถึง พระครูวิธานวชิรศาสน์ (หลวงพ่อภา) อดีตเจ้าอาวาสวัดเสด็จ ที่นำพระภิกษุสามเณรมาช่วยลงแรงถากถางป่าร่วมกับชาวบ้าน หลวงพ่อโม้" และหลวงพ่อแป้งข้าวหมา
หลวงพ่อโม้ (พระพุทธโมฬี): มีที่มา 2 นัย คือ หนึ่งมาจากการเรียกเพี้ยนจากชื่อเดิม (เทพโมฬี หรือพระพุทธโมฬี) และสองมาจากปาฏิหาริย์ที่ "ศักดิ์สิทธิ์เกินจริงจนเหมือนเรื่องโม้แต่ท่านทำให้เกิดขึ้นจริงจนชาวบ้านต่างกล่าวว่า "หลวงพ่อโม้ แต่ไม่เคยโม้เล่นหลวงพ่อแป้งข้าวหมาก (หลวงพ่อข้าวหมาก): บันทึกจากแผ่นศิลาจารึกได้ไขปริศนาที่มาของชื่อนี้ว่าในการบูรณะองค์พระพุทธโมฬีเมื่อปี พ.ศ. 2519 นั้น คณะผู้ศรัทธาได้สร้างพระพุทธรูปจำลองอีกองค์หนึ่งคู่กัน" และตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า "หลวงพ่อแป้งข้าวหมาก"เพื่อเป็นพระคู่บารมีกับพระพุทธโมฬี ซึ่งต่อมาความศักดิ์สิทธิ์และปาฏิหาริย์ของท่านทำให้ชาวบ้านนำ"ข้าวหมาก" และ "ขนมจีนน้ำยา" มาถวายแก้บนจนเลื่องลือปาฏิหาริย์และอภินิหารที่เล่าสืบต่อกันมาห้ามฟ้าห้ามฝน: เป็นเรื่องเล่าที่โด่งดังที่สุดและมีบันทึกไว้ในศิลาจารึก (กลอนระบุว่า "ฝน เอ๋ยจงอย่าตก") หากมีงานรื่นเริงหรือพิธีสำคัญ แล้วมีการบนบานขอให้ฝนหยุดฝนจะตกหนักรอบนอกแต่บริเวณงานจะแห้งสนิท
การตามหาของหาย: จารึกของวัดระบุชัดเจนถึงความศักดิ์สิทธิ์ในด้าน "การให้ได้ของที่หายกลับคืน"(กลอนระบุว่า "ของหมก ลืมที่ไว้ ช่วยดลให้ลูกพบ")ท่านมักจะช่วยดลใจให้ผู้บนบานได้พบของที่หมกลืมหรือหายไปให้ได้กลับคืนมา
ความแคล้วคลาด: เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของทหาร ตำรวจ และพรานป่าในยุคสงครามหรือการปราบปรามคอมมิวนิสต์ มักมากราบขอพรหรือนำดินจากวัดติดตัวไปเพื่อป้องกันอันตราขอได้ไหว้รับ: ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค้าขาย หรือการสอบเข้า มักสัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่เห็นผลชัดเจนอนุสรณ์แห่งศรัทธา: การสร้างวิหารหลังใหม่ (พ.ศ. 2543 - 2544)หลังจากบูรณะองค์พระเสร็จสิ้น องค์ท่านยังคงประดิษฐานอยู่กลางแจ้งต่อมาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และประชาชนผู้เล่าเรียนศรัทธาเห็นว่าองค์พระต้องตากแดดตากฝน
จึงได้ร่วมใจกันจัดทำโครงการสร้างวิหารเพื่อเป็นที่ประดิษฐานให้สมพระเกียรติ ซึ่งแผ่นศิลาจารึกทั้ง 2 แผ่นนี้
ถูกจัดทำขึ้นในโอกาส "ฉลองสมโภชสร้างวิหารหลังใหม่สำเร็จเสร็จสิ้น"โดยมีรายนามคณะผู้จัดสร้างและอุปถัมภ์ที่สำคัญดังนี้:ประธานพิธีและฝ่ายบริหาร: นายยงยุทธ ตะโกพร (ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชรในขณะนั้น)
ร่วมเป็นแกนนำผลักดันโครงการนายสิรินทร์ เฉลิมวัฒน์ (อธิบดีอัยการ สำนักงานอัยการเขต 6)ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ฝ่ายสงฆ์ผู้ดำเนินงาน: พระวชิร ธีโร (อาจารย์เจ๊ก)เป็นผู้รับผิดชอบหลักควบคุมการดำเนินงานก่อสร้างวิหารคณะอุปถัมภ์หลัก: นางสุวดี ตะโกพร (นายกเหล่ากาชาด), คุณพี่เยาว์ เฉลิมวัฒน์, คุณธำรงค์-คุณรัชนีอัศวสุธีกุล และคุณณรงค์-คุณรังสุดา เกษปรีชาสวัสดิ์กำหนดเวลา: เริ่มวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2543และสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544ผู้ประพันธ์บทบูชา: นางบุญห้อม อรรถธรรมสุนทรเป็นผู้แต่งบทกลอนลายลักษณ์อักษรจารึกไว้บนแผ่นศิลาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวความเชื่อเรื่องอาถรรพ์และข้อห้ามห้ามลบหลู่: มีกฎเหล็กว่าห้ามท้าทาย หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในเขตวิหาร (เช่น ดื่มสุราหรือพูดดูหมิ่น) หากใครฝ่าฝืนมักเจอเหตุร้าย เช่น รถเสีย เจ็บป่วย หรือฝันร้ายสิ่งศักดิ์สิทธิ์เฝ้าวิหาร: มีเรื่องเล่าถึงเสียงเดินหรือเสียงสวดมนต์ ในวิหารยามดึกแม้จะล็อกประตูไว้แล้วก็ตาม เชื่อว่าเป็นจิตวิญญาณของครูบาอาจารย์ที่ยังปกปักษ์รักษา
ของแก้บนของแก้บนตามโบราณประเพณี: เมื่อผู้บนบานได้รับผลสำเร็จตามความประสงค์โดยเฉพาะเรื่องการห้ามฝนและตามหาของหายสิ่งของนิยมโบราณที่ระบุไว้ในศิลาจารึกว่าเป็นของโปรดของท่านคือ "ขนมจีนน้ำยา"และอาหารประเภทหมักดองอย่าง "ข้าวหมาก"พลังของ "ตำนานท้องถิ่น"ตำนานของท่านไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่คือ "ความจริงทางวัฒนธรรม"ของชาวกำแพงเพชรที่สะท้อนถึงความสามัคคีและการมีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจร่วมกันของคนหลายรุ่นตั้งแต่ระดับผู้บริหาร ข้าราชการฝ่ายปกครอง ข้าราชการตุลาการ/อัยการ ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ซึ่งร่วมกันสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมนี้มาแบบปากต่อปากและลายลักษณ์อักษรบนศิลาจารึกอย่างยั่งยืนข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะหพุทธศิลป์ข้อมูลบางแหล่งพบประเด็นที่ระบุไว้แตกต่างกัน ดังนี้:ในขณะที่นักวิชาการบางส่วนมองว่าโครงสร้างศิลาแลงแกนในดั้งเดิมเป็นศิลปะอู่ทองตอนต้นยุคต้นกรุงศรีอยุธยา
แต่ข้อมูลจากบทประพันธ์บนแผ่นจารึกของวัดระบุสืบต่อกันมาว่าเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่จาก "กาลครั้งสุโขทัย"ในขณะที่ภาพรวมภายนอกในปัจจุบันกลายเป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์หลังจากการปั้นปูนหล่อครอบองค์เดิมในยุคหลัง
แล้วคุณล่ะ... เคยได้มีโอกาสไปกราบไหว้และลิ้มลองขนมจีนน้ำยาแก้บนที่วัดเทพโมฬีบ้างหรือยัง?พิกัด: วัดเทพโมฬี (หลวงพ่อโม้) ข้างบ้านพักอัยการจังหวัด ต.ในเมือง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร แผนที่: https://maps.app.goo.gl/ygQWiaDzqbohkELN9?g_st=ac
คำสำคัญ : หลวงพ่อโม้ วัดหลวงพ่อโม้ วัดเทพโมฬี หลวงพ่อข้าวหมาก หลวงพ่อแป้งข้าวหมาก ขอได้ไหว้รั บ ประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
ที่มา : สำนักข่าวกาขาว
รวบรวมและจัดทำข้อมูล : กาญจนา จันทร์สิงห์
สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มาหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2569). ตำนาน "หลวงพ่อโม้" วัดเทพโมฬี. สืบค้น 8 สิงหาคม 2569, จาก https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages&page_id=2420&code_db=610001&code_type=01
Google search
เมืองไตรตรึงษ์เป็นเมืองโบราณที่เก่าแก่อีกเมืองหนึ่งของจังหวัด กำแพงเพชรพบหลักฐานแสดงว่าเป็นเมืองเก่าในสมัยทวารวดีต่อเนื่องมาถึงสมัยสุโขทัย ดังหลักฐานวัตถุโบราณจากการขุดค้นภายในบริเวณเมืองพบเศษภาชนะ ดินเผา ตะกรันขี้เหล็กจ้านวนมาก พบตะเกียงดินเผาสมัยทวาราวดี จึงสันนิษฐานว่าเมืองนี้น่าจะพัฒนามาตั้งแต่สมัยทวารวดีหรือก่อนหน้านั้น
เผยแพร่เมื่อ 02-03-2020 ผู้เช้าชม 2,213
กษัตริย์ผู้ครองกรุงสุวรรณภูมิ จากพงศาวดารโยนก ในหนังสือประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 7 หน้า 435-436 กษัตริย์ผู้ครองกรุงสุวรรณภูมิ ได้เรียงลำดับไว้ว่า ลำดับที่ 6 พระยากาแต เชื้อนเรศร์หงสา ลำดับที่ 7 อู่ทอง มาแต่เชลียง ลำดับที่ 8 ขุนหลวงพะงั่ว ลำดับที่ 7 อู่ทอง มาแต่เชลียง ซึ่ง “เชลียง” ก็หมายถึงเมืองกำแพงเพชรนั่นเอง เรื่อง “อธิบายรัชกาลครั้งกรุงเก่า” ซึ่งเป็นพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในหนังสือประชุมพงศาวดารฉบบักาญจนาภิเษก เล่ม 1 หน้า 356 ได้กล่าวถึงความเกี่ยวข้องของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (หลวงพะงั่ว) กับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ไว้ว่า...
เผยแพร่เมื่อ 25-02-2020 ผู้เช้าชม 20,602
การสำรวจที่บ้านหนองกอง ตำบลนาบ่อคำ อำเภอเมืองกำแพงเพชร พบตะเกียงดินเผา แวดินเผา แร่ทองคำ อันเป็นที่มาของคำว่า นาบ่อคคำ พบลูกปัดแก้ว ลูกหินปัด เครื่องสำริด ตะกรัน ขี้แร่ เศษพาชนะดินเผาจำนวนมาก ส่วนการสำรวจบ้านคลองเมือง ตำบลโกสัมพี อำเภอโกสัมพีนคร พบหลักฐานเก่าก่อนประวัติศาสตร์มากมาย ตำนานเมืองโกสัมพี จังหวัดกำแพงเพชร ในพงศาวดารเหนือความว่า พระพุทธศกัราช 1002 ปี จุลศกัราช 10 ปีระกาสัมฤทธิศก มีพระยากาฬวรรณดิศราช บุตรของพระยากากะพัตรได้สวยราชสมบัติเมืองตักกะสิลามหานคร (สันนิษฐานว่าเมืองตาก)
เผยแพร่เมื่อ 18-02-2020 ผู้เช้าชม 3,002
สามล้อถีบเมืองกำแพงเพชร มีมาก่อนพุทธศักราช 2490 มารุ่งเรืองสูงสุด ในปี 2500 รายได้ดีมาก สามารถเลี้ยงชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามล้อท่านแรกที่รู้จัก คือลุงเอก บ้านอยู่หน้าโรงเรียนอนุกูลศึกษาทางไปโรงพยาบาลกำแพงเพชร (ปัจจุบันเลิกกิจการแล้ว) ผู้เขียนเป็นเพื่อนรักกับลูกชายลุงเอก คือนาย อุ่น ไปมาหาสู่กันเป็นประจำไปนอนเล่นบ้านลุงเอกเสมอ ท่านใจดีมาก ๆ มีฐานะดีด้วย
เผยแพร่เมื่อ 25-02-2020 ผู้เช้าชม 1,946
ย้อนหลังไปเมือง พ.ศ. 2450 หรือ 107 ปี ที่ผ่านมา ชาวกำแพงเพชรได้มีโอกาสต้อนรับการเสด็จมาของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่ง ดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ซึ่งทรงสนพระทัยเกี่ยวกับเรื่องราวของเมืองพระร่วงคือเมืองกำแพงเพชร สุโขทัยและศรีสัชนาลัย และได้เสด็จขึ้นมาตรวจตราโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศึกษาข้อมูลตามตำนานในท้องถิ่น แล้วทรงพระราชนิพนธ์เอาไว้เป็นหนังสือเรื่อง “เที่ยวเมืองพระร่วง” ซึ่งยอมรับกันว่าเป็นหนังสือนำเที่ยวเมืองไทยเล่มแรกที่มีคณุค่ายิ่งนัก และถือเป็นหนังสือดีอีกเล่มหนึ่งที่ชาวกำแพงเพชรควรต้องอ่าน ด้วยความสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎุเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงเสด็จเที่ยวเมืองกำแพงเพชรและทรงบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญเอาไว้อย่างละเอียดเป็นบทพระราชนิพนธ์ “เที่ยวเมืองพระร่วง”
เผยแพร่เมื่อ 25-02-2020 ผู้เช้าชม 6,418
อำเภอลานกระบือ เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร มีชื่อเสียงโดดเด่นหลายด้าน โดยเฉพาะการค้นพบแหล่งน้ำมันดิบ คือ "แหล่งน้ำมันสิริกิติ์" บ่อน้ำมันสิริกิติ์ ตั้งอยู่ที่บ้านเด่นพระ หมู่ที่ 4 บ้านหนองตาสังข์ ตำบลลานกระบือ อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร อยู่ห่างจากที่ว่าการ อำเภอลานกระบือ ไปตามเส้นทางถนนสายลานกระบือ-พิษณุโลก ประมาณ 7 กิโลเมตร
เผยแพร่เมื่อ 21-01-2020 ผู้เช้าชม 25,998
พระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง ๒๓ เซนติเมตร สูง ๔๐เซนติเมตร ที่บัวฐานด้านหน้า บรรจุพระพิมพ์ พระสมเด็จจิตรลดา ไว้อีกองค์หนึ่ง พระพิมพ์ส่วนพระองค์นี้ สร้างขึ้นด้วยฝีพระหัตถ์ ทรงสร้างไว้สำหรับ บรรจุไว้ที่ฐานบัวหงาย ด้านหน้าของพระพุทธนวราชบพิตร และเพื่อพระราชทานแก่ข้าราชบริพาร และบุคคลอื่นไว้สักการะบูชา ผงศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำมาบรรจุในพระพิมพ์ส่วนพระองค์นั้นประกอบด้วย เส้นพระเจ้า คือเส้นผมพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเจ้าพนักงาน ได้รวบรวมไว้หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ คือตัดผม ทุกครั้ง ดอกไม้แห้งจากพวงมาลัย ที่ประชาชนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เวลาเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปลี่ยนเครื่องทรง พระมหามณีรัตนปฏิมากร และทรงบูชาไว้ที่พระพุทธปฏิมากร ตลอดเทศกาล จนถึงคราวเปลี่ยนเครื่องทรงใหม่ ดอกไม้แห้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้รวบรวมไว้ ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่แขวนที่พระมหาเศวษฉัตร และด้ามพระแสงขรรค์ชัยศรี ในพระราชพิธีฉัตรมงคล ชันและสีจากเรือใบพระที่นั่ง ขณะที่ทรงตกแต่งซ่อมแซมเรือ
เผยแพร่เมื่อ 16-08-2019 ผู้เช้าชม 4,183
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช “ ในหลวง” ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สดุในโลก ได้ทรงอุทิศพระวรกายพระราชหฤทัย และพระสติปัญญา บำเพ็ญพระราชกรณียกิจทั้งปวง เพื่ออาณาประชาราษฎร์ของพระองค์อย่างมากมายมหาศาล จนยากยิ่งที่จะหาพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลกมาเทียบเคียงได้ ดังนั้นในโอกาสมหามงคล จึงขอนำเรื่องราวแห่งความปลื้มปิติมาน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อชาวกำแพงเพชรด้วยการเสด็จถึง 3 ครั้ง ตลอดระยะเวลากว่า 69 ปีที่ครองราชย์ เป็นช่วงเวลาที่พระองค์ทรงงานอย่างไม่เคยว่างเว้น และทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่พร้อมทั้งความบริสุทธิ์และบริบูรณ์ตลอด 69 ปีที่ผ่านมา
เผยแพร่เมื่อ 18-02-2020 ผู้เช้าชม 3,045
เมื่อพุทธศักราช 2448 พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาชวิราวุธ (รัชกาลที่ 6) เสด็จมาประพาสเมืองพระร่วง ได้ศึกษาเมืองเก่ากำแพงเพชรโดยละเอียด บันทึกเรื่องราวให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดาให้ทรงทราบ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เห็นว่ายังไม่ถูกต้องนัก จึงนำเสด็จพระบรมโอรสาธิราชมายังเมืองกำแพงเพชร ในเดือนสิงหาคม 2449 ด้วยพระองค์เอง และในปีพุทธศักราช 2450 พระบรมโอรสาธิราช เสด็จมาศึกษากำแพงเพชรโดยละเอียดอีกครั้ง ในครั้งนี้ทรงปลูกต้นสักไว้หน้าที่ว่าการเมืองกำแพงเพชร (ตรงข้ามธนาคารออมสินสาขากำแพงเพชร) และจารึกความสำคัญการเสด็จประพาสกำแพงเพชรไว้ในใบเสมา ได้ประดิษฐานจารึกไว้บริเวณใต้ต้นโพธิ์ หน้าเมืองกำแพงเพชร
เผยแพร่เมื่อ 24-02-2020 ผู้เช้าชม 2,993
เอกสารจากพงศาวดารฉบับปลีก ซึ่งนายไมเคิล ริคคารี่ ได้นำลงในหนังสือสยามสมาคม มีข้อความสรุปได้ว่า เมืองสุโขทัยได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอยุธยาอีกครั้งเมื่อสมัยของพระบรมราชาธิราชที่ 2 และได้แบ่งอาณาจักรสุโขทัยออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ให้พระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาลมหาธรรมราชา) ครองเมืองอยู่ที่สองแควหรือพิษณุโลก ส่วนที่ 2 ให้พระยารามครองเมืองอยู่ที่สุโขทัย ส่วนที่ 3 ให้พระยาเชลียงครองเมืองอยู่ที่สวรรคโลก และส่วนที่ 4 ให้เจ้าแสนสอยดาว ครองเมืองอยู่กำแพงเพชร
เผยแพร่เมื่อ 02-03-2020 ผู้เช้าชม 2,142
