![]()
พระกรุทุ่งเศรษฐี เมืองนครชุม ตำนานพระเครื่องเมืองไทย
เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้ชม 9
[16.508065, 99.4986835, พระกรุทุ่งเศรษฐี เมืองนครชุม ตำนานพระเครื่องเมืองไทย]
พระกรุทุ่งเศรษฐี เมืองนครชุม ตำนานพระเครื่องเมืองไทย
หากมีผู้ใดถามนักสะสมพระเครื่องทั่วประเทศว่า พระกรุใดได้รับการยกย่องสูงสุดองค์หนึ่งของสยาม ชื่อของพระกำแพงซุ้มกอย่อมถูกกล่าวถึงเป็นลำดับแรกเสมอ พระพิมพ์เนื้อดินองค์เล็กจากผืนดินฝั่งนครชุม จังหวัดกำแพงเพชร ได้สร้างทั้งศรัทธา ความเชื่อ เรื่องเล่า และประวัติศาสตร์ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพระเครื่องไทยมานานกว่าร้อยปี เบื้องหลังพระซุ้มกอไม่ได้มีเพียงเรื่องของพระพิมพ์ หากยังมีเรื่องของเมืองโบราณ วัดร้าง เจดีย์พัง ชาวนา นักขุดกรุ พระสงฆ์ และผู้คนอีกนับไม่ถ้วนที่ร่วมกันสร้างตำนานให้ดินแดนแห่งนี้ได้รับการจดจำในนาม "ลานทุ่งเศรษฐี" ลานทุ่งเศรษฐีตั้งอยู่ในเขตเมืองนครชุม ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง ตรงข้ามเมืองกำแพงเพชรโบราณ ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่กลายเป็นไร่นาและชุมชน แต่ใต้ผืนดินที่ดูเงียบสงบนั้นยังคงซ่อนร่องรอยของศาสนสถานและชุมชนโบราณในสมัยสุโขทัยและอยุธยาตอนต้นเอาไว้เป็นจำนวนมาก กรมศิลปากรได้สำรวจและขึ้นทะเบียนโบราณสถานหลายแห่งในบริเวณนี้ ทั้งวัดพระบรมธาตุนครชุม วัดพิกุล กลุ่มเจดีย์ราย และซากวัดโบราณอีกหลายแห่งที่กระจายตัวอยู่ทั่วท้องทุ่ง นักเลงพระรุ่นเก่าเล่ากันว่า ในอดีตหลังฤดูน้ำหลากหรือเมื่อมีการไถนาเปิดหน้าดิน ชาวบ้านมักพบเศษพระพิมพ์และพระกรุโผล่ขึ้นมาจากดินอยู่เสมอ บางครั้งพบเพียงเศษหัก บางครั้งกลับพบพระงดงามสมบูรณ์จนกลายเป็นที่ฮือฮา เมื่อข่าวแพร่สะพัด ผู้คนจากต่างถิ่นจึงพากันเดินทางเข้ามาเสาะหาพระกรุในบริเวณนี้ และเมื่อมีหลายคนที่ได้พระงามกลับไปจนเกิดโชคลาภหรือสร้างฐานะได้ดี ชื่อ "ทุ่งเศรษฐี" จึงค่อย ๆ ติดปากผู้คน แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันว่าชื่อนี้เกิดขึ้นเมื่อใด แต่ก็กลายเป็นชื่อที่วงการพระเครื่องรู้จักกันทั่วประเทศ ในบรรดาพระพิมพ์ทั้งหมดที่ถูกค้นพบจากผืนดินแห่งนี้ ไม่มีองค์ใดมีชื่อเสียงเทียบเท่าพระกำแพงซุ้มกอ พระพิมพ์เนื้อดินศิลปะสุโขทัยอันงดงามที่ได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในชุดเบญจภาคีของประเทศไทย องค์พระประทับนั่งปางมารวิชัยอยู่ภายในซุ้มเรือนแก้ว เส้นสายอ่อนช้อยและเปี่ยมด้วยพลังทางศิลปะ จนได้รับสมญาว่า "จักรพรรดิแห่งพระกรุกำแพงเพชร" นักสะสมรุ่นเก่าแบ่งพระซุ้มกอออกเป็นหลายพิมพ์ ทั้งพิมพ์ใหญ่มีกนก พิมพ์ใหญ่ไม่มีกนก พิมพ์กลาง พิมพ์ขนมเปี๊ยะ และพิมพ์เล็ก แต่ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์ใดก็ล้วนได้รับการแสวงหาอย่างไม่เสื่อมคลาย ความโด่งดังของพระซุ้มกอไม่ได้เกิดจากความงดงามเพียงอย่างเดียว หากยังเกิดจากตำนานที่แวดล้อมองค์พระอยู่ด้วย ในวงการพระเครื่องมีการเล่าขานเรื่องจารึกลานเงินนครชุม ซึ่งตามสำเนาที่แพร่หลายในเวลาต่อมาระบุถึงฤาษีสามตน คือ พิจารณ์ พิราลัย และตาไฟ ว่าเกี่ยวข้องกับการสร้างพระพิมพ์และมวลสารศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งยังมีข้อความที่เชื่อมโยงกับวลีอันโด่งดังว่า "มีกูไว้ไม่จน" เรื่องราวดังกล่าวได้รับการถ่ายทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนานพระซุ้มกอ แม้ว่านักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีจะยังถกเถียงถึงที่มาและสถานะทางประวัติศาสตร์ของเอกสารดังกล่าวอยู่ก็ตาม เมื่อพระซุ้มกอเริ่มเป็นที่รู้จัก พระพิมพ์ชนิดอื่นจากทุ่งเศรษฐีก็ได้รับความสนใจตามมา พระนางกำแพงซึ่งมีรูปทรงสามเหลี่ยมอ่อนช้อยจนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพระสกุลนางที่งดงามที่สุดของไทย พระกำแพงเม็ดขนุนที่มีสัดส่วนเพรียวสูงดุจเมล็ดขนุนและสะท้อนความงามของศิลปะสุโขทัยอย่างเด่นชัด พระกำแพงพลูจีบที่นักสะสมจำนวนมากยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพระลีลาที่งดงามที่สุดเท่าที่เคยสร้างขึ้น ตลอดจนพระกำแพงกลีบบัว พระกำแพงเปิดโลก พระกำแพงบิด พระยอดขุนพล พระกลีบจำปา และพระพิมพ์พิเศษอีกหลายชนิด ในความเชื่อของวงการพระเครื่อง พระซุ้มกอมักได้รับการกล่าวถึงในด้านคุ้มครองและความเจริญรุ่งเรือง พระนางกำแพงได้รับความนิยมในด้านเมตตามหานิยม พระเม็ดขนุนถูกเชื่อมโยงกับความก้าวหน้าและความสำเร็จ ส่วนพระพิมพ์อื่น ๆ ก็มีคติความเชื่อแตกต่างกันไปตามการสืบทอดของแต่ละยุคสมัย ความเชื่อเหล่านี้ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับพระกรุมาอย่างยาวนาน เมื่อกล่าวถึงพระกรุทุ่งเศรษฐี ผู้คนจำนวนมากมักนึกถึงวัดซุ้มกอเป็นอันดับแรก ในวงการพระเครื่องมีการเรียกพื้นที่แห่งนี้อีกชื่อหนึ่งว่า "กรุนาตาคำ" และมักเชื่อมโยงกับการค้นพบพระซุ้มกอจำนวนมากในอดีต แม้ปัจจุบันจะเหลือเพียงซากโบราณสถานและร่องรอยฐานอาคารบางส่วน แต่ชื่อของวัดซุ้มกอก็ยังคงได้รับการจดจำในฐานะสถานที่ที่ผูกพันกับตำนานพระซุ้มกอมากที่สุด จนกล่าวได้ว่า หากไม่มีวัดซุ้มกอ ตำนานพระกรุทุ่งเศรษฐีก็คงไม่สมบูรณ์เช่นทุกวันนี้ ถัดจากวัดซุ้มกอ ชื่อของวัดพิกุลก็ปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าของนักสะสมพระกรุมาโดยตลอด คนเฒ่าคนแก่ในนครชุมเล่ากันว่า วัดแห่งนี้สร้างขึ้นโดยหญิงสาวชื่อพิกุล บุตรสาวของเศรษฐีผู้มั่งคั่งแห่งเมือง แม้ตำนานดังกล่าวจะไม่ปรากฏในหลักฐานร่วมสมัย แต่ก็ยังคงเป็นเรื่องเล่าที่ได้รับการถ่ายทอดต่อกันมาไม่ขาดสาย ขณะที่หลักฐานทางโบราณคดีระบุว่า วัดพิกุลหรือวัดหนองพิกุลเป็นโบราณสถานจริง มีเจดีย์ประธานทรงระฆัง วิหาร และองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัยตอนปลาย อีกทั้งยังเป็นกรุสำคัญที่วงการพระเครื่องเชื่อมโยงกับพระกำแพงเม็ดขนุนและพระกำแพงพลูจีบ ซึ่งได้รับการยกย่องสูงในด้านพุทธศิลป์ ส่วนวัดฤาษีนั้นมีลักษณะแตกต่างออกไป เพราะชื่อของวัดแห่งนี้ปรากฏเด่นชัดในวงการพระเครื่อง แต่กลับไม่พบหลักฐานยืนยันแน่ชัดในเอกสารสมัยสุโขทัย นักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงเห็นว่า "วัดฤาษี" อาจเป็นชื่อที่คนรุ่นหลังใช้เรียกซากเจดีย์หรือกลุ่มโบราณสถานแห่งหนึ่งภายในทุ่งเศรษฐี โดยได้รับอิทธิพลจากตำนานฤาษีสามตนในจารึกลานเงิน อย่างไรก็ตาม ชื่อนี้ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของนักสะสมพระกรุและกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าประจำลานทุ่งเศรษฐีไปแล้ว นอกจากวัดซุ้มกอ วัดพิกุล และวัดฤาษีแล้ว วงการพระเครื่องยังกล่าวถึงกรุสำคัญอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นกรุวัดพระบรมธาตุนครชุม กรุบ้านเศรษฐี กรุวัดน้อย กรุหนองลังกา กรุเจดีย์กลางทุ่ง และกรุวัดหัวยาง ชื่อเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าพระกรุทุ่งเศรษฐีมิได้เกิดขึ้นจากวัดเพียงแห่งเดียว หากเกิดจากเครือข่ายของศาสนสถานจำนวนมากที่เคยตั้งอยู่ทั่วผืนแผ่นดินนครชุมในอดีต ยิ่งมีการศึกษาทางโบราณคดีมากขึ้นเท่าใด ภาพของนครชุมในอดีตก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น เมืองแห่งนี้มิใช่เพียงแหล่งกำเนิดพระเครื่อง หากยังเป็นศูนย์กลางสำคัญของพุทธศาสนาและการตั้งถิ่นฐานในลุ่มน้ำปิงช่วงปลายสมัยสุโขทัย ร่องรอยเจดีย์ วิหาร ศิลาแลง และโบราณวัตถุที่ยังคงปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ล้วนเป็นพยานยืนยันถึงความรุ่งเรืองในอดีตได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ว่าจะมีการค้นพบหลักฐานใหม่อีกมากเพียงใด เสน่ห์ของพระกรุทุ่งเศรษฐีก็คงไม่ได้อยู่ที่ข้อมูลทางวิชาการเพียงอย่างเดียว หากยังอยู่ที่เรื่องเล่าที่ถ่ายทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น อยู่ที่ตำนานฤาษีสามตน อยู่ที่ความเชื่อเรื่องมีกูไว้ไม่จน อยู่ที่เรื่องราวของผู้คนที่เดินทางข้ามจังหวัดเพื่อแสวงหาพระกรุ และอยู่ที่ความรู้สึกของนักสะสมเมื่อได้ถือพระเก่าแก่จากผืนดินแห่งนี้ไว้ในมือ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว พระทุกองค์ที่ถูกค้นพบจากลานทุ่งเศรษฐีมิได้เป็นเพียงโบราณวัตถุ หากเป็นเศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ เป็นร่องรอยของศรัทธา และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทำให้ชื่อของนครชุมยังคงได้รับการกล่าวขานในฐานะดินแดนแห่งตำนานพระเครื่องเมืองไทยตราบจนทุกวันนี้
เอกสารอ้างอิง
1. กรมศิลปากร. ประกาศกำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 0 ง วันที่ 8 มีนาคม 2478
2. กองโบราณคดี กรมศิลปากร. รายงานการสำรวจและขุดแต่งโบราณสถานเมืองนครชุม จังหวัดกำแพงเพชร
3. กรมศิลปากร. ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ 8 จารึกในเขตจังหวัดกำแพงเพชร
4. อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร. เอกสารเผยแพร่เกี่ยวกับเมืองนครชุมและโบราณสถานในเขตลานทุ่งเศรษฐี
5. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร. เอกสารประกอบการจัดแสดงพระกรุเมืองกำแพงเพชร
6. มานิต วัลลิโภดม และคณะ. งานศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีเมืองกำแพงเพชรและนครชุม
7. เอกสารและหนังสือศึกษาพระกรุเมืองกำแพงเพชรที่เผยแพร่ในวงการพระเครื่องไทย
คำสำคัญ : พระกรุทุ่งเศรษฐี เมืองนครชุม กำแพงเพชร
ที่มา : สำนักข่าวกาขาว
รวบรวมและจัดทำข้อมูล : กาญจนา จันทร์สิงห์
สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มาหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2569). พระกรุทุ่งเศรษฐี เมืองนครชุม ตำนานพระเครื่องเมืองไทย. สืบค้น 12 สิงหาคม 2569, จาก https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages&page_id=2414&code_db=610001&code_type=01
Google search
พระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง ๒๓ เซนติเมตร สูง ๔๐เซนติเมตร ที่บัวฐานด้านหน้า บรรจุพระพิมพ์ พระสมเด็จจิตรลดา ไว้อีกองค์หนึ่ง พระพิมพ์ส่วนพระองค์นี้ สร้างขึ้นด้วยฝีพระหัตถ์ ทรงสร้างไว้สำหรับ บรรจุไว้ที่ฐานบัวหงาย ด้านหน้าของพระพุทธนวราชบพิตร และเพื่อพระราชทานแก่ข้าราชบริพาร และบุคคลอื่นไว้สักการะบูชา ผงศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำมาบรรจุในพระพิมพ์ส่วนพระองค์นั้นประกอบด้วย เส้นพระเจ้า คือเส้นผมพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเจ้าพนักงาน ได้รวบรวมไว้หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ คือตัดผม ทุกครั้ง ดอกไม้แห้งจากพวงมาลัย ที่ประชาชนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เวลาเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปลี่ยนเครื่องทรง พระมหามณีรัตนปฏิมากร และทรงบูชาไว้ที่พระพุทธปฏิมากร ตลอดเทศกาล จนถึงคราวเปลี่ยนเครื่องทรงใหม่ ดอกไม้แห้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้รวบรวมไว้ ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่แขวนที่พระมหาเศวษฉัตร และด้ามพระแสงขรรค์ชัยศรี ในพระราชพิธีฉัตรมงคล ชันและสีจากเรือใบพระที่นั่ง ขณะที่ทรงตกแต่งซ่อมแซมเรือ
เผยแพร่เมื่อ 16-08-2019 ผู้เช้าชม 4,186
เมืองไตรตรึงษ์เป็นเมืองโบราณที่เก่าแก่อีกเมืองหนึ่งของจังหวัด กำแพงเพชรพบหลักฐานแสดงว่าเป็นเมืองเก่าในสมัยทวารวดีต่อเนื่องมาถึงสมัยสุโขทัย ดังหลักฐานวัตถุโบราณจากการขุดค้นภายในบริเวณเมืองพบเศษภาชนะ ดินเผา ตะกรันขี้เหล็กจ้านวนมาก พบตะเกียงดินเผาสมัยทวาราวดี จึงสันนิษฐานว่าเมืองนี้น่าจะพัฒนามาตั้งแต่สมัยทวารวดีหรือก่อนหน้านั้น
เผยแพร่เมื่อ 02-03-2020 ผู้เช้าชม 2,215
ท่ามกลางมรดกอารยธรรมสุโขทัยและโบราณสถานศิลาแลงอันโดดเด่นของเมืองกำแพงเพชร ยังมีศูนย์รวมศรัทธาอีกแห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในเขตเมือง นั่นคือวัดบาง วัดราษฎร์ในตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อเพชร” พระพุทธรูปสำริดที่ชาวกำแพงเพชรเคารพนับถือในฐานะพระพุทธรูปสำคัญของเมือง วัดบางมีสถานะเป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ข้อมูลทะเบียนวัดระบุว่าตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2420 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2430 อย่างไรก็ตาม ปีที่ปรากฏในทะเบียนราชการควรเข้าใจว่าเป็นหลักฐานการรับรองสถานะวัดในยุคเอกสาร มิได้ยืนยันว่าพื้นที่ศาสนสถานหรือชุมชนบริเวณนี้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ตำนานและที่มาของชื่อวัดบาง คำบอกเล่าท้องถิ่นอธิบายว่า ชื่อ “วัดบาง” น่าจะเกี่ยวข้องกับภูมิประเทศเดิมของพื้นที่ กล่าวคือบริเวณวัดเคยอยู่ใกล้คลองหรือทางน้ำสายหนึ่งที่แยกจากแม่น้ำปิงไปสู่หนองรี ชาวบ้านเรียกคลองสายนั้นว่า “บาง” เมื่อมีการตั้งวัดริมทางน้ำจึงเรียกชื่อวัดตามภูมิประเทศว่า “วัดบาง”
เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้เช้าชม 11
เมืองไตรตรึงษ์ในสมัยสุโขทัยคงจะมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมากโดยได้ตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสุโขทัย เป็นเมืองขึ้นของเมืองลูกหลวงกำแพงเพชร เพราะในช่วงนั้นสุโขทัยได้ขยายอาณาจักรลงมาทางตอนใต้ยึดได้เมืองไตรตรึงษ์ เลยลงไปถึงเมืองนครพระราม (ชัยนาท) โดยส่งลุงของกษัตริย์สุโขทัยมาเป็นเจ้าเมือง หลักฐานที่ว่าเมืองไตรตรึงษ์เป็นเมืองสำคัญชั้นลุงของกษัตริย์กรุงสุโขทัยคือข้อความที่พบในศิลาจารึกสุโขทัย (กฎหมายลักษณะโจร)
เผยแพร่เมื่อ 02-03-2020 ผู้เช้าชม 1,523
มีเนื้อความในต้านานสิงหนวัติกุมารเล่าว่ากาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีโอรสของพระเจ้าพีล่อโก๊ะองค์หนึ่ง ชื่อพระเจ้าสิงหนวัติ ได้มาสร้างเมืองใหม่ขึ้นทางใต้ ชื่อเมืองโยนกนาคนคร เมืองดังกล่าวนี้อยู่ในเขตละว้า หรือในแคว้นโยนก เมื่อประมาณปี พ.ศ.1111 เป็นเมืองที่สง่างามของย่านนั้น ในเวลาต่อมาก็ได้รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ที่อ่อนน้อมให้มาเป็นเมืองขึ้นแล้วตั้งชื่อเป็นแคว้นชื่อว่าโยนกเชียงแสน มีอาณาเขตทางทิศเหนือตลอดสิบสองปันนา ทางใต้จดแคว้นหริภุญชัย มีกษัตริย์สืบเชื้อสาย ต่อเนื่องกันมา จนถึงสมัยพระเจ้าพังคราชจึงได้ เสียเมืองให้แก่ขอมดำ
เผยแพร่เมื่อ 02-03-2020 ผู้เช้าชม 5,173
วันนี้ตื่นสาย อยู่ข้างจะฟกช้ำ 4โมงเช้า จึงได้ลงเรือเหลืองข้ามฟากไปฝั่งตะวันตกยังไม่ขึ้นที่วัดพระธาตุ เลยไปคลองสวนหมาก ต้องขึ้นไปไกลอยู่หน่อย ในคลองนี้น้ำไหลเชี่ยวแต่น้ำใส เพราะเป็นลำห้วย มีคลองแยกข้างขวามือ แต่ต้นทางที่จะเข้าไปเรียกว่า แม่พล้อ ถ้าไปตามลำคลอง 3 วันจึงถึงป่าไม้แต่มีหลักตอมาก เขาเดินขึ้นไปทางวันเดียวถึง ป่าไม้นี้ พะโป้กะเหรี่ยงในบังคับอังกฤษเป็นคนทำ เมียเป็นคนไทย ชื่ออำแดงทองย้อย เป็นบุตรผู้ใหญ่บ้านวันและอำแดงไทย ตั้งบ้านเรือนอยู่ติดกันในที่นั้นไปขึ้นถ่ายรูปที่บ้านสองบ้านนี้ แล้วจึงกลับออกมาจอดเรือกินกลางวันที่หาดกลางน้ำ
เผยแพร่เมื่อ 17-04-2020 ผู้เช้าชม 2,808
ชื่อเมืองที่ปรากฏในจารึกสุโขทัย พงศาวดารอยุธยา และเอกสารโบราณหลายฉบับ แต่จนถึงวันนี้ นักวิชาการยังไม่สามารถตอบได้อย่างเด็ดขาดว่า ชากังราวคือกำแพงเพชรจริง หรือเป็นเมืองอีกแห่งหนึ่งที่เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้เช้าชม 14
นครชุม เป็นชื่อของเมืองโบราณในสมัยสุโขทัยต่อมาได้กลายเป็นเมืองร้างกว่า ๓๐๐ปี ในสมัยรัตนโกสินทร์ไม่มีชื่อเป็นที่รู้จัก ผู้คนทั่วไปคงเรียกบริเวณที่ตั้งบ้านเรือนของราษฎรบริเวณนี้ว่า “ปากคลองสวนหมาก” เพราะมีคลองสวนหมากไหลมาออกแม่น้ำปิง ราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวลาวที่อพยพมาจากเวียงจันทน์ ที่มารู้จักว่าชื่อแต่เพียงบ้านปากคลองสวนหมาก ไม่มีใครรู้จัก เมืองนครชุม ตำบลคลองสวนหมาก เป็นชุมชนที่สร้างตัวขึ้นมาในสมัยพระพุทธเจ้าหลวงจากเหย้าเรือนฝาขัดแตะไม่กี่หลังคาเรือน แต่มีที่ทำกินในผืนดินอันอุดมสมบูรณ์เนื่องจากมีแม่น้ำปิงไหลผ่านและมีคลองสวนหมากไหลมาจากป่าโป่งน้ำร้อนให้น้ำหล่อเลี้ยงมาอย่างต่อเนื่อง
เผยแพร่เมื่อ 16-04-2020 ผู้เช้าชม 2,942
เมื่อพุทธศักราช 2448 พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาชวิราวุธ (รัชกาลที่ 6) เสด็จมาประพาสเมืองพระร่วง ได้ศึกษาเมืองเก่ากำแพงเพชรโดยละเอียด บันทึกเรื่องราวให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดาให้ทรงทราบ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เห็นว่ายังไม่ถูกต้องนัก จึงนำเสด็จพระบรมโอรสาธิราชมายังเมืองกำแพงเพชร ในเดือนสิงหาคม 2449 ด้วยพระองค์เอง และในปีพุทธศักราช 2450 พระบรมโอรสาธิราช เสด็จมาศึกษากำแพงเพชรโดยละเอียดอีกครั้ง ในครั้งนี้ทรงปลูกต้นสักไว้หน้าที่ว่าการเมืองกำแพงเพชร (ตรงข้ามธนาคารออมสินสาขากำแพงเพชร) และจารึกความสำคัญการเสด็จประพาสกำแพงเพชรไว้ในใบเสมา ได้ประดิษฐานจารึกไว้บริเวณใต้ต้นโพธิ์ หน้าเมืองกำแพงเพชร
เผยแพร่เมื่อ 24-02-2020 ผู้เช้าชม 2,997
เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎุเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จตรวจตราโบราณสถานในเขตเมืองและนอกเมืองของเมืองกำแพงเพชรจนเป็นที่พอพระราชหฤทัยแล้วได้เสด็จต่อไปเพื่อสำรวจร่องรอยตามเส้นทางถนนพระร่วง วันที่ 18 มกราคม 2450 เสด็จออกจากเมืองกำแพงเพชรทางประตูสะพานโคม แล้วเสด็จไปตามแนวถนนพระร่วง ผ่านเมืองพลับพลา เขานางทอง ประทับพักแรมที่เมืองบางพาน จากเมืองกำแพงเพชร สุโขทัย ศรีสัชนาลัย มีเส้นทางที่ใช้เชื่อมต่อกันเรื่อยมาตั้งแต่ครั้งโบราณ แต่เดิมอาจเป็นเส้นทางธรรมดา ภายหลังมีการยกคันดินขึ้นเป็นถนนแล้วเรียกชื่อว่า “ถนนพระร่วง”
เผยแพร่เมื่อ 25-02-2020 ผู้เช้าชม 3,848
