ตำนานท้าวแสนปม: รอยจารึกแห่งเมืองไตรตรึงษ์ เทพนคร อยุธยา

ตำนานท้าวแสนปม: รอยจารึกแห่งเมืองไตรตรึงษ์ เทพนคร อยุธยา

เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้ชม 17

[16.3195058, 99.5112088, ตำนานท้าวแสนปม: รอยจารึกแห่งเมืองไตรตรึงษ์ เทพนคร อยุธยา]

ตำนานท้าวแสนปม: รอยจารึกแห่งเมืองไตรตรึงษ์ เทพนคร อยุธยา
หากจะเอ่ยถึงนิทานพื้นบ้านไทยที่มีความซับซ้อน แฝงไปด้วยเงื่อนปมทางประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์วิทยา และการเมืองโบราณมากที่สุดเรื่องหนึ่ง คงไม่มีใครปฏิเสธชื่อของ “ตำนานท้าวแสนปม” เรื่องราวที่ดูเผิน ๆ เหมือนนิทานจักร ๆ วงศ์ ๆ ทั่วไป แต่หากพินิจเลาะกะเทาะเปลือกนอกออกทีละชั้น จะพบร่องรอยประวัติศาสตร์การสร้างบ้านแปงเมืองของชนชาติไทย-สยาม และการเปลี่ยนผ่านอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ก่อกำเนิดราชธานีศรีอยุธยา

ภาคที่ 1: ตำนานพื้นบ้านฉบับดั้งเดิม (มิติวรรณกรรมชาวบ้านและอภินิหาร)
นิทานบทที่ 1: รากเหง้าเชียงแสน และชายยากไร้อัปลักษณ์
ตามหลักฐานในหนังสือตำนานโยนกและพงศาวดารสิงหนวัติ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ พระเจ้าไชยศิริ กษัตริย์ผู้ครองเมืองไชยปราการ (ผู้สืบสายพระโลหิตมาจากพระเจ้าพรหมมหาราช วีรกษัตริย์แห่งเชียงแสน) ทรงพ่ายแพ้ศึกแก่กองทัพรามัญแห่งเมืองสะเทิมในปี พ.ศ. 1731 พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยเผาเมืองเพื่อมิให้ตกเป็นของศัตรู แล้วอพยพผู้คนหนีลงใต้มาพบเมืองร้างที่มีชัยภูมิเหมาะเจาะใกล้เมืองกำแพงเพชร จึงได้สร้างบ้านแปงเมืองขึ้นใหม่ขนานนามว่า “เมืองไตรตรึงษ์” (ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลไตรตรึงษ์ อำเภอเมืองกำแพงเพชร ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง)  กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงรัชสมัยของท้าวไตรตรึงษ์องค์ที่ 4 (ผู้สืบราชสันตติวงศ์มาจากพระเจ้าไชยศิริ) ณ เมืองแห่งนี้มีชายหนุ่มคนหนึ่งอาศัยอยู่ด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง ผิวพรรณทั่วทั้งร่างกายของเขาเต็มไปด้วยปุ่มปมพุพองหนาแน่นปูดโปนออกมานับแสนปุ่ม จนชาวเมืองต่างพากันรังเกียจ ไม่อยากเข้าใกล้ และเรียกขานเขาว่า “นายแสนปม”  นายแสนปมปลูกกระท่อมพำนักอยู่ปลายนาอย่างสมถะ เลี้ยงชีพด้วยการทำสวนปลูกผักครัวเรือน สิ่งที่เขาเฝ้าดูแลฟูมฟักเป็นพิเศษคือ “แปลงมะเขือ” ซึ่งนายแสนปมมีกรรมวิธีประหลาดในการบำรุงรักษา โดยเขาจะตื่นมาดักเก็บน้ำปัสสาวะของตนเองเพื่อนำไปรดโคนต้นมะเขือเหล่านั้นทุก ๆ วัน ด้วยเหตุนี้ทำให้ต้นมะเขือเจริญงอกงามอย่างอัศจรรย์ ผลมะเขือที่ออกมามีขนาดใหญ่โตมโหฬาร เนื้อแน่น และดูน่ารับประทานผิดแปลกกว่ามะเขือทั่วไป

ทานบทที่ 2: มะเขือเสี่ยงทาย และพระครรภ์ปริศนา
วันหนึ่ง พระราชธิดาผู้เลอโฉมของท้าวไตรตรึงษ์เกิดทรงพระสุบินและยากเสวยมะเขือขึ้นมาอย่างรุนแรง นางข้าหลวงจึงออกตระเวนหาซื้อผักผลไม้จนมาถึงกระท่อมปลายนาของนายแสนปม และได้พบกับผลมะเขือยักษ์ที่งดงามน่าอัศจรรย์ จึงได้ขอซื้อและนำกลับไปน้อมเกล้าฯ ถวายแก่พระราชธิดา  ในฉบับชาวบ้านดั้งเดิมนี้ ทั้งสองไม่เคยพบหน้าหรือรู้จักกันมาก่อนเลย แต่ด้วยอภินิหารและโชคชะตา หลังจากพระราชธิดาได้เสวยมะเขือผลที่รดด้วยปัสสาวะของนายแสนปมเข้าไป นางก็ทรงพระครรภ์ขึ้นมาเองด้วยความอัศจรรย์เหนือธรรมชาติ และเมื่อครบกำหนดก็ประสูติพระโอรสหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูออกมาองค์หนึ่ง เหตุการณ์นี้สร้างความขุ่นเคืองและอับอายขายหน้าให้แก่ท้าวไตรตรึงษ์ผู้เป็นพระบิดาอย่างยิ่ง เพราะพระราชธิดายืนยันว่าไม่เคยร่วมอภิรมย์กับชายใดเลย

นิทานบทที่ 3: พิธีเสี่ยงทายก้อนข้าวเย็น และชะตากรรมผู้ถูกเนรเทศ
เมื่อพระกุมารเจริญวัยขึ้นจนถึงวัยคลาน ท้าวไตรตรึงษ์ทรงสั่งให้จัดพิธีเสี่ยงทายเพื่อหาบิดาที่แท้จริง โดยป่าวประกาศให้ชายหนุ่มและราษฎรเพศชายทุกคนแต่งกายให้งดงาม ปรุงอาหารเลิศรสนำมารวมกันที่ลานพระราชวัง เงื่อนไขคือหากพระกุมารยอมรับของกินจากมือของชายผู้นั้น ชายผู้นั้นคือบิดาที่แท้จริง  ในวันพิธี ชายหนุ่มรูปงามต่างพากันนำอาหารชาววังราคาแพงมาล่อใจ แต่พระกุมารกลับไม่สนใจ จนกระทั่งทหารไปลากตัวนายแสนปมที่นั่งตกสำรวจอยู่กลางนาเข้ามาในพิธี นายแสนปมผู้ยากไร้และอัปลักษณ์ไม่มีเงินซื้ออาหารดี ๆ จึงหยิบเพียง “ก้อนข้าวเย็น” หรือข้าวสุกค้างคืนติดมือมาด้วยความจำใจ แต่ทันทีที่ยื่นออกไป พระกุมารกลับรุดคลานตรงดิ่งเข้าไปหาและคว้าเอาก้อนข้าวเย็นนั้นเข้าปากเคี้ยวกลืนอย่างยินดี ภาพที่ปรากฏสร้างความตกตะลึงและสร้างความแค้นเคืองใจให้แก่ท้าวไตรตรึงษ์อย่างขีดสุด ท้าวไตรตรึงษ์ทั้งโกรธทั้งอาย จึงสั่งขับไล่พระราชธิดา พระกุมาร และนายแสนปม ชายอัปลักษณ์ ออกไปจากเมืองไตรตรึงษ์ทันที ห้ามกลับเข้ามาเหยียบแผ่นดินอีก

นิทานบทที่ 4: อภินิหารกลองอินทเภรี และกำเนิดเจ้าอู่ทอง
ทั้งสามชีวิตต้องระหกระเหินเดินทางเข้าไปในป่าลึกอันแสนทุรกันดาร ความทุกข์ยากและความดีของพระราชธิดาได้ร้อนรุ่มไปถึงทิพยอาสน์ขององค์พระอินทร์ พระองค์จึงทรงแปลงกายเป็นลิง ถือกลองวิเศษที่เรียกว่า “อินทเภรี” มามอบให้แก่นายแสนปม โดยมีกติกาให้อธิษฐานจิตตีได้เพียง 3 ครั้ง ซึ่งนายแสนปมได้ใช้สิทธิ์ครบถ้วนทันที:
ครั้งที่ 1: อธิษฐานขอให้ปุ่มปมตามร่างกายหายไป สลัดคราบอัปลักษณ์กลายเป็นชายหนุ่มรูปโฉมงดงามเหมาะกับพระราชธิดา
ครั้งที่ 2: อธิษฐานเนรมิตไร่มะเขือและผืนป่าให้กลายเป็นเมืองอันยิ่งใหญ่ตระการตา ขนานนามว่า “เมืองเทพนคร” (ตามตำนานชาวบ้านระบุว่าตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามเมืองไตรตรึงษ์ เกิดขึ้นใน พ.ศ. 1862) และขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าศิริไชยเชียงแสน
ครั้งที่ 3: ขออู่ทองคำบริสุทธิ์สำหรับเป็นที่บรรทมของพระโอรส และประทานพระนามให้พระกุมารว่า “เจ้าอู่ทอง”
ตามตำนานระบุว่า พระเจ้าศิริไชยเชียงแสนครองราชย์อยู่ 25 ปีจึงทิวงคตเมื่อ พ.ศ. 1887 จากนั้น “เจ้าอู่ทอง” ได้ทรงครองราชย์ต่อ ก่อนจะเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ ทำให้ต้องอพยพผู้คนลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานี

ภาคที่ 2: รอยต่อทางวรรณกรรม ฉบับพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2456) (ถอดรหัสอภินิหาร สู่ความสมจริงตามหลักเหตุผลและการเมือง)
เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมาถึงปี พ.ศ. 2456 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงมีพระราชปรารภว่า ตำนานเดิมเรื่องเสวยมะเขือแล้วท้องนั้นเต็มไปด้วยปาฏิหาริย์ที่เหลือเชื่อเกินไป พระองค์จึงทรงนำมาพระราชนิพนธ์ขึ้นใหม่เป็น "บทละครดึกดำบรรพ์" โดยทรง "ลอกคราบ" เรื่องเหนือธรรมชาติออกไปทั้งหมด และใส่เหตุผลรองรับพฤติกรรมของตัวละครใหม่อย่างชาญฉลาด ดังนี้:
การแก้ปมชาติกำเนิด และอุบาย "สาส์นรักในผลมะเขือ"
ในฉบับพระราชนิพนธ์ นายแสนปมไม่ได้เกิดมาเป็นไพร่โรคผิวหนัง แต่แท้จริงแล้วเขาคือ "พระชินเสน" พระโอรสหนุ่มผู้สูงศักดิ์และทรงศักดาแห่ง นครศรีวิไชย (เมืองนครปฐมโบราณ) พระชินเสนปรารถนาจะชมโฉมพระราชธิดาอุษาแห่งเมืองไตรตรึงษ์ แต่เนื่องจากพระบิดาของทั้งสองฝ่ายมีเรื่องขัดแย้งทางการเมืองกันมาก่อน พระชินเสนจึงใช้อุบายแปลงกาย เอาฝุ่นและเขม่าไฟทาตัวให้มอมแมม เอารงค์แต้มให้ดูเป็นปุ่มปมทั่วตัว แสร้งเป็นยาจกชื่อ "แสนปม" ลอบเข้าไปอาสารับใช้ในสวนหลวง เมื่อได้พบหน้าพระราชธิดาอุษา ทั้งสองเกิดความปฏิพัทธ์รักใคร่กัน พระชินเสนจึงใช้โอกาสที่ส่งผักสลัก "สาส์นลับ" ซ่อนไปในผลมะเขือเพื่อเกี้ยวพาราสี ซึ่งข้อความในลักษณ์แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาคือคนมีความรู้และเป็นนักรบ ฝ่ายนางอุษาผู้ตาแหลมคม สังเกตเห็นกิริยาที่สง่างามผิดไพร่ทั่วไปของนายแสนปม จึงได้ลักลอบตอบสาส์นรักส่งกลับไป (ซึ่งต่อมากลายเป็นเนื้อร้องเพลงสุนทราภรณ์อันโด่งดัง) ทั้งสองลักลอบพบกันจนกระทั่งพระราชธิดาทรงพระครรภ์ เรื่อง "เสวยมะเขือยักษ์จนท้อง" จึงเป็นเพียงอุบายที่พระราชธิดาและนางสนมแต่งขึ้นเพื่อตบตาคนในราชสำนักเท่านั้น ส่วนในพิธีเสี่ยงทายก้อนข้าวเย็น พระชินเสนที่หนีกลับไปเยี่ยมพระบิดาที่ประชวร ได้ยกทัพใหญ่มาซุ่มรออยู่รอบเมืองแล้ว และแปลงกายเป็นนายแสนปมถือข้าวเย็นเข้ามาให้พระกุมารรับ เพื่อกอบกู้สถานการณ์และรับผิดชอบนางอันเป็นที่รัก เปลี่ยนกลองวิเศษเป็น "กลยุทธ์การศึก"
ในฉบับของ ร.6 ทรงตัดเรื่องพระอินทร์แปลงเป็นลิงออกไป โดยทรงเปลี่ยนให้ "กลองอินทเภรี" ไม่ใช่กลองเนรมิตสิ่งของ แต่เป็น "กลองสัญญารบในกองทัพ" เมื่อท้าวไตรตรึงษ์โกรธแค้นและขับไล่นางอุษา นายแสนปมจึงตีกลองอินทเภรีส่งสัญญาณ เสียงกลองทำให้ไพร่พลและทหารกล้าของเมืองศรีวิไชยที่ซุ่มอยู่รอบเมืองโห่ร้องก้องหล้าบุกขนาบเข้ามา ทำให้ท้าวไตรตรึงษ์ต้องยอมสยบ นายแสนปมจึงพานางอุษากลับไปสร้างเมืองหลวงและขึ้นครองราชย์อย่างชอบธรรม

ภาคที่ 3: การวิเคราะห์และข้อสันนิษฐานเชิงประวัติศาสตร์
พระราโชบายและการสร้างชาติในรัชกาลที่ 6
การที่รัชกาลที่ 6 ทรงปรับเปลี่ยนโครงเรื่องให้แสนปมกลายเป็นพระโอรสหนุ่มผู้สูงศักดิ์จากนครศรีวิไชย ก็นับเป็น "กระบวนการสร้างชาติ" ที่สำคัญในรัชสมัยของพระองค์ (ซึ่งเผชิญหน้ากับภัยอาณานิคมภายนอก) การปรับให้ปฐมกษัตริย์ผู้สร้างกรุงศรีอยุธยา (พระเจ้าอู่ทอง) สืบสายเลือดมาจากขัตติยตระกูลที่ยิ่งใหญ่ดั้งเดิม เป็นการเน้นย้ำสิทธิ์อันชอบธรรมและความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันมหากษัตริย์ เพื่อรวมใจประชาชนให้เกิดความภาคภูมิใจในรากเหง้าอันยาวนานของชนชาติไทย
ปริศนาชาติพันธุ์ “ขอมดำ” และรอยสักในเชิงชาติพันธุ์วิทยา มีข้อสันนิษฐานที่น่าสนใจนอกเหนือจากพระราชนิพนธ์ว่า “นายแสนปม” อาจไม่ได้หมายถึงบุคคลที่เป็นโรคผิวหนังจริง ๆ แต่อาจเป็นตัวแทนของกลุ่มชนพื้นเมืองโบราณที่เอกสารบางประเภทเรียกว่า “ขอม” หรือ “ขอมดำ”  ตามกรอบคิดนี้ ท้าวไตรตรึงษ์ (ซึ่งสืบสายมาจากเชียงแสนทางเหนือ) เป็นตัวแทนของกลุ่มชนชั้นปกครองเชื้อสายไท-ลาว ที่อพยพลงมามีอำนาจเหนือพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ขณะที่นายแสนปมเป็นตัวแทนของประชากรพื้นเมืองดั้งเดิมที่มีอำนาจและเครือข่ายของตนเองอยู่ก่อนแล้ว คำว่า “แสนปม” จึงมิได้หมายถึงปุ่มโรคบนร่างกาย แต่เป็นการเปรียบเปรยถึง "ลายสัก" ตามเนื้อตัว หรืออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างจากกลุ่มผู้ปกครองใหม่  หากมองในแง่นี้ การแต่งงานระหว่างพระราชธิดาเมืองไตรตรึงษ์กับนายแสนปม จึงสะท้อนถึง "การดองทางการเมือง" เพื่อหลอมรวมชนชาติระหว่างชนชั้นปกครองที่มาใหม่กับกลุ่มชนท้องถิ่นเดิม เพื่อสร้างเอกภาพทางการเมืองและสังคม ส่วน “เจ้าอู่ทอง” ในตำนาน จึงกลายเป็นบุคคลเชิงสัญลักษณ์ที่รวมเอาความชอบธรรมจากทั้งสองสายเลือดเข้าไว้ด้วยกัน และเป็นภาพแทนของกระบวนการหลอมรวมผู้คนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ให้กลายเป็นรัฐขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า "กรุงศรีอยุธยา" ในเวลาต่อมา  ค่ายสามเศียร (ช่อง 7) นำบทพระราชนิพนธ์เรื่องท้าวแสนปมของรัชกาลที่ 6 ไปขยายเนื้อเรื่องเพิ่มเติมให้ยาวขึ้นเพื่อให้ฉายตอนเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ได้เป็นปี ๆ และตั้งชื่อเรื่องตามชื่อพระเอกว่า "พระชินเสน" หากมีโอกาสได้เดินทางผ่านเมืองเก่าไตรตรึงษ์ จังหวัดกำแพงเพชร อย่าลืมแวะไปสักการะและตามรอยตำนานกันที่ 'ศาลท้าวแสนปม' นะครับ

พิกัด: ศาลท้าวแสนปม
แผนที่: https://maps.app.goo.gl/XbWeZ4zM6QzmekFX9

เรียบเรียงโดย: สำนักข่าวกาขาว
หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงขึ้นจากการรวบรวมข้อมูล เอกสาร งานศึกษา และข้อสันนิษฐานจากแหล่งอ้างอิงหลายประเภท ทั้งตำนานพื้นบ้าน บทความวิชาการ และงานเขียนร่วมสมัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้และชวนให้เกิดการศึกษาค้นคว้าต่อไป มิได้มุ่งหมายให้ใช้เป็นเอกสารอ้างอิงทางวิชาการโดยตรง ผู้สนใจควรตรวจสอบข้อมูลจากเอกสารปฐมภูมิและงานวิชาการเฉพาะทางเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้อ้างอิงในงานวิจัยหรือการศึกษาทางประวัติศาสตร์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลตำนานและนิทานพื้นบ้านดั้งเดิม:
นิทานพื้นบ้านไทย เรื่อง “ท้าวแสนปม” — สำนักบรรณสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
บทวิเคราะห์และเรื่องราวท้าวแสนปม — บล็อกครูอนงค์
เรื่องเล่าและลำดับเหตุการณ์ท้าวแสนปม — สารานุกรมเสรี วิกิพีเดีย
บทพระราชนิพนธ์และข้อสันนิษฐานของ ร.6:
บทละครเรื่องท้าวแสนปม (บทละครรำ พ.ศ. 2456 และบทละครดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2468) พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว — กรมศิลปากร
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าฯ ทรงแสดงละครในบท “นายมั่นปืนยาว” — สำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์
การวิเคราะห์เชิงชนชั้นและชาติพันธุ์วิทยา:
“ท้าวแสนปม” นิทานการเมืองของ “ไพร่” ผู้ได้ครองเมือง? — นิตยสารศิลปวัฒนธรรม
ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์โบราณในลุ่มน้ำเจ้าพระยา — ดิจิทัลสคูล (Digital School)

คำสำคัญ : ท้าวแสนปม ขอมดำ ไตรตรึงษ์ เทพนคร กำแพงเพชร

ที่มา : สำนักข่าวกาขาว

รวบรวมและจัดทำข้อมูล : กาญจนา จันทร์สิงห์


สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มาหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2569). ตำนานท้าวแสนปม: รอยจารึกแห่งเมืองไตรตรึงษ์ เทพนคร อยุธยา. สืบค้น 15 สิงหาคม 2569, จาก https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages&page_id=2409&code_db=610001&code_type=01

Facebook Twitter LINE Linkedin

PDF

https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages&page_id=2409&code_db=610001&code_type=01

Google search

Mic

เมืองไตรตรึงษ์ตามพงศาวดารโยนก

เมืองไตรตรึงษ์ตามพงศาวดารโยนก

พงศาวดารโยนกได้กล่าวว่า เมื่อพระเจ้าพรหมกุมารแห่งเมืองโยนกนาคพันธุ์ได้ทรงขับไล่พวกขอมออกจากแคว้นโยนกได้แล้วก็ยกกองทัพไล่ติดตามตีพวกขอมไปอีกนับเดือนและตีบ้านเมืองในแคว้นลวะรัฐได้อีกหลายตำบล โดยยกพลไปถึงท้องที่ใดก็เข้าตีถึงเมืองนั้น ร้อนถึงองค์อัมรินทร์ทรงเห็นว่าเจ้าพรหมกุมารได้ไล่ฆ่าขอมและผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก จำต้องช่วยป้องกันชีวิตมนุษย์เอาไว้ให้พ้นจากการถูกฆ่าฟันจึงตรัสให้พระวิษณุกรรมเทวบุตร ลงไปเนรมิตกำแพงเมืองเป็นศิลาขวางกั้นเส้นทางที่เจ้าพรหมกุมารจะเดินทัพต่อไป ด้วยพลังแห่งเทวนุภาพนั้นทำให้เจ้าพรหมไม่สามารถเดินทัพต่อไปได้ จึงหยุดยั้งตั้งทัพอยู่เพียงเมืองนั้นเอง และให้ชื่อเมืองนั้นว่า กำแพงเพชร 

เผยแพร่เมื่อ 02-03-2020 ผู้เช้าชม 2,948

ในหลวงกับการเสด็จกำแพงเพชร ครั้งที่ 3 เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานธงลูกเสือชาวบ้าน

ในหลวงกับการเสด็จกำแพงเพชร ครั้งที่ 3 เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานธงลูกเสือชาวบ้าน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จพระราชดำเนินเมืองกำแพงเพชร เป็นครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2521 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรได้เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้านของอำเภอต่างๆ 117 รุ่น ณ อำเภอเมืองกำแพงเพชร และทรงเยี่ยมราษฏรที่มาเข้าเฝ้ารับเสด็จฯ อยู่ในบริเวณนั้น ในครั้งนั้นได้มีราษฏรกิโล 2 บ้านกิโล 3 บ้านกิโล 6 และชาวบ้านใกล้เคียงในเขตอำเภอเมืองกำแพงเพชรได้กราบบังคมทูลของพระราชทานให้ทรงช่วยเหลือจัดหาน้ำให้ราษฏรเพื่อใช้ในการเพาะปลูก และอุปโภคและบริโภคได้ตลอดทั้งปี เมื่อพระองค์ได้ทรงทราบถึงทุกข์ของชาวบ้านกำแพงเพชร จึงได้ทรงให้กรมชลประทานดำเนิน “โครงการพระราชดำริคลองท่อทองแดง”

เผยแพร่เมื่อ 18-02-2020 ผู้เช้าชม 2,690

เมืองไตรตรึงษ์ตามเอกสารประชุมพงศาวดาร

เมืองไตรตรึงษ์ตามเอกสารประชุมพงศาวดาร

มีหลักฐานเกี่ยวกับเมืองไตรตรึงษ์และพระเจ้าอู่ทองว่าเป็นใครมาจากไหน ปรากฏอยู่ในหนังสือประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 1 ซึ่งเขียนไว้มีความว่า ในกาลครั้งนั้นยังมีบุรุษผู้หนึ่ง มีสรีรกายเป็นปมเปาหูดต่อมทั่วทั้งตัว เป็นคนไพร่อยู่ในบ้านนอกใต้เมืองไตรตรึงษ์ อันชื่อว่าเมืองแปปนั้นลงมาทางไกลวันหนึ่ง ทำไร่ปลูกฟักแฟงแตงน้ำเต้าพริกมะเขือต่าง ๆ กล้วย อ้อย เผือก มัน ขายแลกเลี้ยงชีวิต หาภริยามิได้มาช้านาน มะเขือต้นหนึ่งอยู่ใกล้บันไดเรือน บุรุษนั้นไปเบาลงที่ริมต้น มะเขือนั้นเนือง ๆ ลูกมะเขือนั้นใหญ่โตงามกว่าทุกต้นในไร่นั้น ผลมะเขือนั้นเป็นที่รักที่ชอบใจยิ่งนักครั้งนั้นยังมีราชธิดาแห่งพญาไตรตรึงษ์พระองค์หนึ่ง มีพระรูปพระโฉมงามพร้อมบริบูรณ์ด้วยเบญจกัลป์ยานี

เผยแพร่เมื่อ 02-03-2020 ผู้เช้าชม 1,182

นครไตรตรึงษ์ นครแห่งแรกของกำแพงเพชร

นครไตรตรึงษ์ นครแห่งแรกของกำแพงเพชร

เมืองไตรตรึงษ์เป็นนครแห่งแรกของเมืองกำแพงเพชร หมายถึงเมืองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีพระอินทร์เป็นมหาราชา ประจำสวรรค์ชั้นนี้ นครไตรตรึงษ์ เป็นเมืองโบราณแห่งแรกของกำแพงเพชร นับว่ายิ่งใหญ่และเกรียงไกรอย่างยิ่ง เมืองไตรตรึงษ์คู่กับเมืองเทพนคร ตั้งอยู่คนละฟากฝั่งลำน้ำปิง เมืองไตรตรึงษ์ คือเมืองของนางอุษา เมืองเทพนคร คือเมืองของท้าวชินเสน หรือท้าวแสนปม ซึ่งเมืองทั้งสองยังมีหลักฐานที่ชัดเจน ในเขตอำเภอเมืองจังหวัดกำแพงเพชร มีคำขวัญที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตของนครไตรตรึงษ์ว่า เจดีย์เจ็ดยอดงามสม ท้าวแสนปมนาม

เผยแพร่เมื่อ 02-03-2020 ผู้เช้าชม 4,913

พระพี่พระน้องแห่งสายน้ำ ถอดรหัสตำนานหลวงพ่อเพชร วัดบาง เมืองกำแพงเพชร

พระพี่พระน้องแห่งสายน้ำ ถอดรหัสตำนานหลวงพ่อเพชร วัดบาง เมืองกำแพงเพชร

ท่ามกลางมรดกอารยธรรมสุโขทัยและโบราณสถานศิลาแลงอันโดดเด่นของเมืองกำแพงเพชร ยังมีศูนย์รวมศรัทธาอีกแห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในเขตเมือง นั่นคือวัดบาง วัดราษฎร์ในตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อเพชร” พระพุทธรูปสำริดที่ชาวกำแพงเพชรเคารพนับถือในฐานะพระพุทธรูปสำคัญของเมือง วัดบางมีสถานะเป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ข้อมูลทะเบียนวัดระบุว่าตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2420 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2430 อย่างไรก็ตาม ปีที่ปรากฏในทะเบียนราชการควรเข้าใจว่าเป็นหลักฐานการรับรองสถานะวัดในยุคเอกสาร มิได้ยืนยันว่าพื้นที่ศาสนสถานหรือชุมชนบริเวณนี้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ตำนานและที่มาของชื่อวัดบาง คำบอกเล่าท้องถิ่นอธิบายว่า ชื่อ “วัดบาง” น่าจะเกี่ยวข้องกับภูมิประเทศเดิมของพื้นที่ กล่าวคือบริเวณวัดเคยอยู่ใกล้คลองหรือทางน้ำสายหนึ่งที่แยกจากแม่น้ำปิงไปสู่หนองรี ชาวบ้านเรียกคลองสายนั้นว่า “บาง” เมื่อมีการตั้งวัดริมทางน้ำจึงเรียกชื่อวัดตามภูมิประเทศว่า “วัดบาง”

เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้เช้าชม 14

ทำไมกำแพงเพชร ถึงมีบั้งไฟทะยานเต็มท้องฟ้าทุกปี?

ทำไมกำแพงเพชร ถึงมีบั้งไฟทะยานเต็มท้องฟ้าทุกปี?

​บั้งไฟสยายปีก เมื่อศรัทธาและวิทยาศาสตร์บรรจบกันที่ชากังราวหากเรามองผ่านเลนส์ ประวัติศาสตร์ศึกษา และ มานุษยวิทยาการที่จังหวัดกำแพงเพชรซึ่งมีรากเหง้าโบราณคดีแบบสุโขทัยและล้านนากลายมาเป็นฐานที่มั่นสำคัญของงานบุญบั้งไฟนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากปรากฏการณ์"การอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่" ในช่วงทศวรรษที่ 2500 เป็นต้นมา โดยชาวอีสานจากหลายจังหวัด

เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้เช้าชม 13

ต้นไม้ประจำจังหวัดกำแพงเพชร

ต้นไม้ประจำจังหวัดกำแพงเพชร

ต้นสีเสียดแก่น ต้นไม้ประจำจังหวัดกำแพงเพชร เป็นต้นไม้ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดชมหาราช นำมาปลูหน้าศาลากลาง จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2537 ลักษณะทั่วไป ไม้ต้นสูง 15 เมตร เปลือกสีเทาแตกเป็นสะเก็ดบาง แตกกิ่งต่ำ ตามกิ่งมีหนามโค้งเป็นคู่ ใบประกอบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ใบประกอบย่อยมี 10 ถึง 20 คู่ ใบเล็กมาก มีประมาณ 30 ถึง 50 คู่ ช่อดอกแบบช่อหางกระรอก ดอกขนาดเล็ก สีเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลเป็นฝักแบน บาง สีน้ำตาล เป็นมันวาว แห้งแล้วแตก เมล็ด 3 ถึง 10 เมล็ด รูปรีแบน ขยายพันธุ์ โดยเมล็ด ประโยชน์ เนื้อไม้ แข็งเหนียว สีน้ำตาลแดง ใช้ทำสิ่งก่อสร้างที่ต้องรับน้ำหนักมากๆ ทำด้ามเครื่องมือการเกษตร แก่น ให้น้ำฝาดใช้ฟอกหนัง และให้สีน้ำตาลสำหรับย้อมผ้า ก้อนสีเสียด เป็นยาสมาน    อย่างแรง แก้โรคท้องร่วง บิด แก้ไข้จับสั่น แก้ไอ รักษาแผลในลำคอ เหงือก ลิ้น และฟัน

เผยแพร่เมื่อ 30-08-2019 ผู้เช้าชม 5,323

สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) กับจารึกนครชุม

สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) กับจารึกนครชุม

เมื่อราวปลายรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระยากำแพงเพชร( น้อย) ได้ปลงศพท่านผู้หญิงแพง ซึ่งท่านเป็นธิดาของพระยารามรณรงคสงครามรามภักดีอภัยพิริยะปรากรมพาหุ (พระยากำแพงเพชร นุช) กับท่านผู้หญิงชี นามกาว ผู้สร้างวัดชีนางเกา ท่านผู้หญิงแพงมีศักดิ์เป็นมารดาของพระยากำแพง (น้อย) และมีศักดิ์เป็นป้าของหลวงพ่อโต ได้รับพระราชทานไฟพระราชทานและจัดการศพที่หาดทรายหรือตรงข้ามโรงสีนายล้อม นุตตโยธินซึ่งเป็นบ้านของท่านมาแต่เดิม ปัจจุบันได้สูบทรายขึ้นมาเป็นสิริจิตอุทยาน ในการนี้สมเด็จพุฒาจารย์โต ได้เสด็จมาในงานด้วย เพราะท่านผู้หญิงแพง เป็นป้าสมเด็จพุฒาจารย์

เผยแพร่เมื่อ 17-04-2020 ผู้เช้าชม 3,961

เมืองไตรตรึงษ์สมัยธนบุรี

เมืองไตรตรึงษ์สมัยธนบุรี

ในสมัยกรุงธนบุรีพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเมืองไตรตรึงษ์เพียงเล็กน้อย โดยเป็นจดหมายเหตุความทรงจำกรมหลวงนรินทรเทวี กล่าวถึงสมัยกรุงธนบุรี เมื่อพ.ศ. 2315 พระเจ้ามังระให้อะแซหวุ่นกี้เป็นแม่ทัพยกยกพลมาทางด่านแม่ละเมา เข้ายึดเมืองสุโขทัย สวรรคโลก แล้วข้าล้อมเมืองพิษณุโลกไว้ โดยการรบที่เมืองพิษณุโลก ดำเนินไปถึง 3 ปี ก็เสียเมืองแก่พม่า ฝ่ายไทยขุดอุโมงค์และทลายกำแพงลง ตั้งล้อมจับพม่ากลางแปลงจับได้แม่ทัพพม่าและทหารเป็นจำนวนมาก 

เผยแพร่เมื่อ 02-03-2020 ผู้เช้าชม 3,625

เปิดบันทึกประวัติศาสตร์: “พะโป้” คหบดีป่าไม้ผู้ศรัทธาแห่งนครชุม กับตำนาน “บ้านห้าง ร.5”

เปิดบันทึกประวัติศาสตร์: “พะโป้” คหบดีป่าไม้ผู้ศรัทธาแห่งนครชุม กับตำนาน “บ้านห้าง ร.5”

      บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลในพระราชนิพนธ์เสด็จประพาสต้น เอกสารประวัติศาสตร์ท้องถิ่น วารสารเมืองโบราณ ฐานข้อมูลท้องถิ่น และคำบอกเล่าของผู้ศึกษาในพื้นที่ เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการเผยแพร่ความรู้ทางประวัติศาสตร์
ข้อมูลบางส่วนยังเป็นประเด็นที่มีการตีความแตกต่างกันในหมู่นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และอาจเปลี่ยนแปลงได้หากมีการค้นพบหลักฐานใหม่เพิ่มเติมในอนาคต

เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้เช้าชม 21