วัดหนองปลิง

วัดหนองปลิง

วัดหนองปลิง

เผยแพร่เมื่อ 14-03-2018 ผู้ชม 118

[16.5294897, 99.4973854, วัดหนองปลิง]

ประวัติ           
บนเนินเขา ริมสายน้ำปิงลมพัดโบกโบยเย็นสบายตลอดทั้งวัน...ริมคลองบางทวน ดินแดนทางประวัติศาสตร์ ติดกับค่ายลูกเสือในปัจจุบัน....สถานที่งดงามตอนเหนือของตัวเมืองกำแพงเพชรที่ตำบลหนองปลิง สร้างตามหลักของฮวงจุ้ย มีวัดขนาดใหญ่วัดหนึ่งที่ดูสงบเงียบและงดงามและมีระเบียบ ออกจะแตกต่างจากวัดทั่วๆไป ที่สร้างตามแบบของกรมการศาสนา ที่มีการจัดวางและออกแบบเป็นพิมพ์เดียวกันหมดทำให้ขาดความน่าสนใจและเป็นเอกลักษณ์
        วัดที่สวยงามและออกแบบแปลกไม่เหมือนใครนี้คือวัดหนองปลิง การจัดการของวัดยึดประโยชน์การใช้สอย ให้เกิดประโยชน์ต่อมหาชน มากกว่า ท่านเจ้าอาวาส พระครูวิเชียรธรรมนาท หรือหลวงพ่อสีหนาท ใช้เวลาเพียง 6 ปี จัดการวัดหนองปลิง จนอยู่ในสภาพที่ เกิดประโยชน์และรับใช้สังคม มากกว่า เน้นไปที่การปฏิบัติ วิปัสนากรรมฐาน เพื่อให้มนุษย์เข้าใจในการมีสติ เมื่อปฏิบัติงาน ทุกประเภทการออกแบบ การใช้พื้นที่ของวัดด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ของพระครูวิเชียรธรรมนาททำให้อาคารขนาดใหญ่ สามชั้นที่ประกอบด้วย ..ห้องพัก ชั้นดีสำหรับผู้มาอาศัยปฏิบัติธรรม ชั้นที่2 เป็นห้องสำหรับประกอบพิธีบุญ และชั้นที่ 3 เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่ใช้อบรมสัมมนา ทำให้การจัดการของวัดนี้ จึงแตกต่างจากวัดอื่นๆ... ที่มุ่งสร้างคุณภาพของชีวิตของผู้คน..มากกว่าที่จะรับประโยชน์จากผู้คน
        ด้วยบุคลิกที่เป็นนักประชาสัมพันธ์. นักจัดการ นักบริหารและนักปกครอง ของท่านเจ้าอาวาส ทำให้วัดหนองปลิง กลายเป็นวัดที่น่าสนใจในสายตาของปัญญาชนอาจจะแปลกแยกกับวัดทั่วไปทำให้คนทั่วไปในบริเวณใกล้เคียงที่มีวิสัยทัศน์ดั้งเดิม มองวัดหนองปลิงด้วยสายตาที่แตกต่างและยังไม่เข้าใจดีพอพราะ เจตนารมณ์ของการสร้างวัดหนองปลิงอยู่ที่การสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนโชคดีของชาวกำแพงเพชร ที่ได้พบทางธรรมที่แตกต่างไม่สามัญเหมือนที่ปฏิบัติธรรมแห่งใด
เจ้าอาวาส      พระครูวิเชียรธรรมนาท

คำสำคัญ : วัด

ที่มา :

รวบรวมและจัดทำข้อมูล : นักศึกาษา รหัส 5912206


https://arit.kpru.ac.th/ap/local/?nu=pages&page_id=947&code_db=DB0018&code_type=001

Google-Scholar : ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อ เชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลในจังหวัดกำแพงเพชร

วัดป่าดอยลับงา

วัดป่าดอยลับงา

ประวัติ
วันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมี สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (สมเด็จพระญาณสังวร ) ทรงเป็นอุปัชฌาย์         หลังจากรับนิมนต์ ท่านรับดูแลวัดป่าดอยลับงาอย่างดีตลอดมา ด้วยบารมี และบุญกุศล ที่พระอาจารย์นภดลนันทโน บำเพ็ญมา ทำให้มีผู้เลื่อมใส ศรัทธาวัดป่าดอยลับงา ตลอดมา กว่า ๒๐ปึ  ทุกวันอาทิตย์ จะมีลูกศิษย์ และผู้เลื่อมใส ในวัตรปฏิบัติของท่าน มาทำบุญ กันอย่าง มากมายทุกวัน
      วันนี้ วันศุกร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เดินทาง ไปสำรวจและทำสารคดี โทรทัศน์ชุดวัดป่าดอยลับงา  โดยเดินทางไปกับ มุก  คุณปัทมวดี  ไฮซีค น้องสาวที่น่ารัก  และอาจารย์ รุ่งเรือง สอนชู กับเพื่อน เดินทางไปช่วงบ่าย ไปพบกับ ครูบาชู  ลูกศิษย์ หลวงพ่อนภดล ท่านนำชม วัดพร้อมเล่า ประวัติ วัดป่าดอยลับงา อย่างละเอียด น่าสนใจ
      แต่เดิม เขาลูกนี้ เรียกว่า ดอยลับงา มาช้านาน เหตุที่เรียกเพราะ จะมีโขลงช้างป่า มาลับงา ที่เขาลูกนี้ จึงร่ำลือกันและเรียกขานเขานี้ว่า  ดอยลับงา  บนยอดเขา  มีธารน้ำในฤดูฝนไหลลงมา สู่เบื้องล่างอย่างงดงาม  ร่องรอย แห่งการกัดเซาะของธรรมชาติ ดูเป็นศิลปะที่ไม่ต้องในใครมาตกแต่ง อย่างวิจิตร  บนยอดเขา มีพระพุทธรูปและรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ เขาดอยลับงาแห่งนี้ จึงถูกกล่าวขานกันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก
                ท่านรับรองเราที่ ศาลา อเนกประสงค์ เป็นกุฏิ ของพระอาจารย์นภดล เป็นหอฉันและเป็นที่ประดิษฐานของ พระธาตุ ของ หลวงตามหาบัว  นับว่า มหัศจรรย์มากที่ พระธาตุของหลวงตามหาบัว กลายเป็นแก้วผลึก มีผู้คนมากราบไหว้ ตลอดเวลา ภายในห้องมีภาพของ พระอาจารย์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต กว่า สิบรูป ล้วนเป็นพระสุปฏิปันโน ทั้งสิ้น นับว่า ได้มีโอกาสมาชม บารมี ของ พระสงฆ์ สำคัญของสังคมไทย ทุกองค์
 จากนั้นครูบาชู พาเราไปชม โบสถ์ ของวัดป่าดอยลับงา ที่ได้รับวิสุงคามสีมา เรียบร้อยแล้ว ไม่มีสภาพ เหมือนโบสถ์โดยทั่วไป  แต่ภายในสามารถทำ กิจกรรมของสงฆ์ได้ทั้งหมดทุกเรื่อง นับว่าแปลกไปจากวัดทั่วไป
       ครูบาชู นำเราไปชม กุฏี ของพระป่า ที่ตั้งอยู่ในแมกไม้ ตามโขดหิน ต่างๆ ไกลจากกัน มากต่างไม่สามารถมองเห็นกันได้ ไม่มี ไฟฟ้าใช้ ต้องจุดเทียน และใช้ไฟฉาย แต่ละแห่ง ใช้แค่จำวัดและวิปัสสนาเท่านั้น บริเวณกุฎี มี สถานที่สำหรับเดินจงกรม อย่างน่าพิศวง ระยะทางที่ไม่ไกลนัก แต่ วิเวก และน่าสะพรึงกลัวเพียงใด แม้แต่เวลากลางวัน ไปหลายคนยังวิเวก เพียงนี้ ในยามค่ำคืน จะวิเวกปานใด ท่านพาเราไปชม ในแต่ละจุด ที่อยู่ห่างจากกัน ประมาณ ๕๐ เมตร จุดที่ตั้งกุฎิ ล้วน มีชัยภูมิ ที่เหมาะสม จะนั่งวิปัสสนา อย่างยิ่ง
          เราเพลินใจไปกับ ธรรมชาติ อย่าง หลงใหล ในความงามแห่งขุนเขา เงาไม้ สายธารทิวทัศน์ของวัดป่าดอยลับงา อยู่เป็นเวลานาน  ในการสนทนากับครูบาชู ท่านสอดแทรกธรรมะให้เราคิดตลอดเวลา  การไปศึกษาวัดป่าดอยลับงาในครั้งนี้ นับว่า เป็นประโยชน์ แก่ผู้ใฝ่รู้ยิ่งนัก
 แม้มีภารกิจมากเพียงใด ยังอดหวนคิดไปไม่ได้ว่า สักวันหนึ่งอาจมีโอกาส ได้มาสัมผัสกับความวิเวก ในป่าเขา เงาไม้และสายธาร ที่วัดป่าดอยลับงาแห่งนี้ สัก สัปดาห์ สักเดือน สักปี หรือ ชั่วชีวิต วัดป่าดอยลับงา ความวิเวก ที่หาได้ ใกล้แค่เอื้อมนี่เอง

เผยแพร่เมื่อ 09-03-2018 ผู้เช้าชม 146

วัดคฤหบดีสงฆ์

วัดคฤหบดีสงฆ์

ประวัติ         

   อยู่ที่บ้านท่าพุทรา หมู่ที่ 3 ตำบลท่าพุทรา อำเภอคลองขลุง ห่างจากถนนสายพหลโยธิน ประมาณ 200 เมตร ถ้าเดินทางจากจังหวัดนครสวรรค์ ไปทางเหนือตามถนนพหลโยธิน ทางวัดจะอยู่ทางขวามือ จะมีป้ายบอกทางเข้าบ้านท่าพุทรา ระหว่าง กิโลเมตรที่ 83-84 และ จากจังหวัดกำแพงเพชร ไปทางใต้ตามถนนสายพหลโยธิน ทางเข้าวัดจะอยู่ทางซ้ายมือระหว่างกิโลเมตรที่ 37-38 มีป้ายบอกว่าเข้าบ้านท่าพุทรา

          วัดนี้เป็นเก่าแก่วัดหนึ่งในเขตอำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร คงมีอายุเป็นร้อยปี ทั้งนี้ เพราะมีคนแก่ที่บ้านท่าพุทราเองเล่าให้ฟังว่า เมื่อเกิดมาจำความได้ก็เห็นมีวัดมาแล้วอย่างนี้ ตามที่สันนิษฐานดูแล้ว บ้านท่าพุทราเป็นหมู่บ้านที่เก่าแก่มาก ตามปกติคนไทยเรานับถือพระพุทธศาสนา มีศาสนาพุทธเป็นที่พึ่งทางจิตใจ เมื่อไปอยู่ที่แห่งใดก็ต้องสร้างวัดขึ้นมา พร้อมกับหมู่บ้านเพื่อเป็นที่ทำบุญ และเพื่อเป็นที่ประกอบการกุศลอื่น ๆ อีก เช่น บวชลูกหลานเป็นต้น เพราะคนไทยถือว่า ถ้าเป็นผู้ชายเมื่ออายุครบ  20 ปี บริบูรณ์  จะต้องบวชพระกันทุกคน ถ้าไม่บวชเรียกว่าคนดิบ ฉะนั้น วัดท่าพุทรานี้ก็คงจะสร้างขึ้นมาพร้อมกับบ้านท่าพุทรา ถึงจะหลังบ้างก็คงไม่กี่ปี แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังไม่มีใครทราบแน่นอนว่าสร้างกันขึ้นมาแต่เมื่อไร ต่อมาได้รับเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง เมื่อ พ.ศ.2511

           ที่ดินที่สร้างวัดมีจำนวน 20 ไร่ 2 งาน 54 ตารางวา ทิศเหนือจดที่ดินนายยั้ว คชวารี ทิศใต้จดถนนกรมทางเข้าตลาดท่าพุทรา ทิศตะวันออกจดแม่น้ำปิง ทิศตะวันตกจดคลองยาง

เผยแพร่เมื่อ 14-03-2018 ผู้เช้าชม 69

วัดป่าธรรมธารา

วัดป่าธรรมธารา

  ประวัติ
วัดป่าธรรมธาราหมู่ ๔ บ้านเขาน้ำอุ่น  ต.หินดาต  อ.ปางศิลาทอง  จ.กำแพงเพชร วัดป่าธรรมธารา (เขาน้ำอุ่น)  ตั้งอยู่หมู่ที่ ๔  บ้านเขาน้ำอุ่น  ต.หินดาต  อ.ปางศิลาทอง  จ.กำแพงเพชรก่อตั้งเมื่อ   พ.ศ.๒๕๒๗  โดยชาวบ้านเขาน้ำอุ่น  ได้แก่  พ่อใหญ่แท่น  และนายคำพลอย  ร่วมกันถวายที่ดินคนละ  ๖  ไร่  นางน้อย  ถวายที่ดิน  ๑  ไร่  รวมถวายที่ดินทั้งหมด  ๑๓ ไร่ก่อตั้งเมื่อ   พ.ศ.๒๕๒๗  โดยชาวบ้านเขาน้ำอุ่น  ได้แก่  พ่อใหญ่แท่น  และนายคำพลอย  ร่วมกันถวายที่ดินคนละ  ๖  ไร่  นางน้อย  ถวายที่ดิน  ๑  ไร่   รวมถวายที่ดินทั้งหมด  ๑๓ ไร่แด่

เผยแพร่เมื่อ 09-03-2018 ผู้เช้าชม 93

วัดแก้วสุริย์ฉาย

วัดแก้วสุริย์ฉาย

ประวัติ         
   เจ้าอาวาสวัดแก้วสุริย์ฉาย และเจ้าคณะตำบลลานกระบือ เล่าประวัติวัดแก้วสุริย์ฉายว่า ได้สร้างราวพุทธศักราช 2400 ในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ผู้ที่ยกที่ดินให้สร้างวัดคือ นายแก้ว และนางฉาย ประชาชนจึงร่วมกันสร้างวัดขึ้น ณ ที่ดินแห่งนี้และขนานนามวัดแห่งนี้ว่า “วัดแก้วสุริย์ฉาย”
    ในวัดประดิษฐาน หลวงพ่อขำ หลวงพ่อกลับ ซึ่งมีรูปหล่อของท่านทั้งสอง อยู่ในศาลา กลางวัด ว่าท่านทั้งสองเป็นพระอาจารย์ของ เจ้าอธิการยี้ และได้รับการถ่ายถอดวิทยาคุณ จากพระอาจารย์ของท่าน คือหลวงพ่อขำ เป็นอาจารย์ของหลวงพ่อกลับ หลวงพ่อกลับเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อไสว (พระครูวินิจวชิรคุณ) หลวงพ่อไสวเป็นอาจารย์ของเจ้าอธิการยี้ ท่านเป็นพระสงฆ์ที่ทรงวิทยาคุณทางคาถาอาคมยิ่ง เป็นที่พึ่งหลักทั้งทางธรรมะ และทางโลก พระเจดีย์โบราณ สององค์ ซึ่งเป็นที่เก็บอัฐิของเจ้าอาวาสและผู้ที่มีพระคุณต่อวัด และพระอุโบสถ ซึ่งเป็นโบสถ์สมัยโบราณที่ถมดินขึ้นมาสูงมากทำให้ อาคารพระอุโบสถและพระวิหารเสียรูปทรงไป ในโบสถ์มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ เป็นพระประธาน เมื่อสังเกตโดยละเอียด พบว่า ได้นำปูนไปฉาบพระองค์ไว้ จึงอาจสันนิษฐานได้ว่ามี พระที่เป็นโลหะชนิดใดชนิดหนึ่งที่มีคุณค่ามาก มีพระวิหารอยู่หลังพระอุโบสถ เป็นวิหารเก่า ที่ได้รับการบูรณะเปลี่ยนรูปทรงไป แต่ก็ยังดูงดงามตามแบบสถาปัตยกรรมกำแพงเพชร ในสมัยรัตนโกสินทร์ ในศาลาใหญ่มีชมรมผู้สูงอายุ มาชุมนุมจำนวนมาก ได้จัดกิจกรรมร่วมกัน ทั้งการออกกำลังกาย และกิจกรรมบันเทิง นับว่าเป็นการจัดตั้งได้อย่างงดงามมาก

เผยแพร่เมื่อ 09-03-2018 ผู้เช้าชม 75

วัดเขาวังเจ้า

วัดเขาวังเจ้า

ประวัติ     
       ประวัติความเป็นมาของวัดเขาวังเจ้า วัดเขาวังเจ้า ได้เริ่มสร้างมาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๘ หรือ ๒๕๑๙ เนื่องด้วย พระครูนาควัชราธร (หลวงพ่อวิชัย ปสนฺโน ) อดีตเจ้าอาวาสวัดนาควัชรโสภณ ( ว้ดช้าง ) เจ้าคณะอำเภอเมือง กำแพงเพชร -พิจิต (ธ) ได้เห็นสถานที่ของเขาวังเจ้านี้ ว่ามีภูมิศาสตร์ที่ดี สมควรที่จะสร้างเป็นวัดใว้ให้เป็นที่บำเพ็ญสมณะธรรมของพระภิกษุ และเป็นศูญรวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน ใว้เป็นที่บำเพ็ญกุศลต่อไปในอนาคตภายหน้า จึงได้เชิญชวนศิษยานุศิษย์ ชาวบ้าน และผู้มีจิตศรัทธา ดำเนินการก่อสร้างวัดบริเวณเชิงเขาวังเจ้า ติดถนนทางหลวงหมายเลข ๑ ระหว่างเขตรอยต่อ จ.กำแพงเพชร และ จ.ตาก ติดหมู่บ้านวังเจ้า จึงได้ตั้งเชื่อวัดว่า (วัดเขาวังเจ้า) เพราะเดิมชาวบ้านเขาเรียกว่าบ้านวังเจ้าทั้งสองเขต
โดยมีนายฝอ เลาหพิบูลรัตนา เป็นผู้ซื้อที่ดินถวายให้สร้างเป็นวัด มีเนื้อที่ดินจำนวน ๖๓ ไร่ ๒ งาน ระหว่างการสร้างวัดอยู่นั้น หลวงพ่อวิชัยก็ได้ดำเนินการขอใช้พื้นที่กับทางหน่วยราชการไปพร้อมๆกัน ได้ขออนุญาติสร้างวัดในปี พ.ศ.๒๕๑๙ และได้รับการตั้งเป็นวัดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานวิสุงคามสีมา ในปี พ.ศ. ๒๕๒๑
และต่อมา หลวงพ่อวิชัย ก็ส่งให้ลูกศิษย์คนสำคัญที่เป็นพระหลานชายของท่านเอง ให้มาอยู่เพื่อมาพัฒนาวัดเขาวังเจ้า พระภิกษุรูปนั้นก็คือ พระครูอรุณธรรมพิลาส (หลวงพ่ออาทิตย์ อรุโณ )นั่นเอง ...เมื่อหลวงพ่ออาทิตย์ท่านมาอยู่แล้วก็ได้มาพัฒณาวัดเขาวังเจ้าให้มีความเจริญรุ่งเรืองจนเป็นบึกแผ่นดีแล้ว ท่านก็ได้ ระสังขาร มรณะภาพ ไปในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ส่วนข้าพเจ้าเองที่เป็นลูกศิษย์ท่าน แค่มาสานต่อในสิ่งที่พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านได้ทำเข้าใว้

เผยแพร่เมื่อ 14-03-2018 ผู้เช้าชม 88

วัดเขารัตนโชติการาม

วัดเขารัตนโชติการาม

ประวัติ
วัดเริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 พระจําพรรษาตลอดจนถึงปี พ.ศ.2552 วันที่ 26ตุลาคม แต่งตั้งเป็นวัดตามพระพุทธศาสนา เดิมเป็นซากปะหลักหักพังศิลาแรง เดิมเรียกวัดเขาน้อย มีเสา 8 เหลี่ยมสีต้น อายุประมาณ 4 ร้อยกว่าปี  มีเนื้อที่ประมาณ 26 ไร่ เจ้าอาวาสปัจจุบัน พระอาจารย์สนทยา  ธัมมสิยาโร อายุ 51 ปี

เผยแพร่เมื่อ 09-03-2018 ผู้เช้าชม 83

วัดปางมะค่า

วัดปางมะค่า

ประวัติความเป็นมาของวัดปางมะค่า

​            เดิมทีที่ตั้งวัดปางมะค่าเมื่อก่อนเป็นป่าไม้ มีต้นมะค่าขึ้นเยอะ  เป็นที่ของนายพัน  พรนิคม  เป็นที่ขึ้นของไม้นาๆชนิดเพราะติดกับแม่น้ำแม่วงศ์   และยังเป็นที่ขึ้นน้ำยางของพวกทำน้ำมันยางโดยขึ้นทางหลังวัด  ปัจจุบันเป็นถนนคอนกรีตซอยเข้าวัดปางมะค่าลงไปถึงแม่น้ำ   และเมื่อก่อนก็เป็นปางไม้ที่คนนำไม้มาเก็บและแปรรูป   คนที่สร้างวัดทีแรกก็คือนายพัน   พรนิคม   ได้ร่วมมือกับนายสนิท   อิทรานุสรซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านและเป็นลูกเขยของนายพัน  พรนิคมอีกด้วย  และยังมีนายทองหล่อศรียันต์  นายทองใบ  พวงสมบัติ   เริ่มแรกสร้างศาลาไม้  ๑  หลังโดยมีกุฎีอยู่ในศาลาพระองค์แรกที่มาอยู่นี้สืบค้นไม่ได้  เพราะเริ่มสร้างวัดทีแรกนั้นประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๒-๒๕๐๗คนเก่าแก่ก็ได้เสียชีวิตไปหมดแล้วที่เหลืออยู่ก็จำไม่ได้   หลวงพ่อองค์แรกที่มาอยู่ก็อยู่ได้ไม่กี่ปีก็จากไปต่อมาก็หลวงพ่อจันที   ก็มาอยู่สร้างศาลาหลังใหม่ซึ่งเป็นศาลาไม้แต่ยังไม่ทันเสร็จก็ไปอยู่ที่หนองแสงซึ่งอยู่ติดกับปางมะค่าโดยอยู่ที่วัดปางมะค่านี้ประมาณ  ๒  ปีต่อมาก็หลวงพ่อฟอง   มาอยู่ก็สร้างศาลาที่หลวงพ่อจันที   สร้างค้างไว้มาสร้างจนเสร็จแต่อยู่ดูแลวัดปางมะค่าได้ประมาณ  ๕  ปีก็จากไปอีกต่อมาก็มีพระมาอยู่อีกหลายองค์แต่ก็อยู่ได้ไม่นานที่สืบได้ก็คือมหาภาดี   องค์เดียวเมื่อมหาภาดีจากไปก็มีหลวงพ่อสุทิน   ฐิตวุธฺโธมาอยู่ซึ่งหลวงพ่อสุทินองค์นี้มาอยู่นานและได้สร้างเสนาสนะมากมายสร้างความเจริญให้แก่วัดปางมะค่าเป็นอย่างมากเช่น  อุโบสถกลางน้ำ    วิหารหลวงพ่อเพ็ชร    หอระฆัง    ศาลาการเปรียญหลังใหญ่    รอยพระพุทธบาท    แต่น่าเสียดายที่หลวงพ่อต้องมาจากไปในปี พ.ศ. ๒๕๓๔   ด้วยโรคประจำตัวและข่าวร้ายที่ได้รับคือ  ศาลาการเปรียญหลังใหญ่ที่กำลังก่อสร้างอยู่ได้พังทลายลงมาเมื่อแต่ก่อนที่ศาลาจะพังลงมาอุโบสถกลางน้ำก็ถูกน้ำท่วมพัดพาไปให้เสียหายก็ทีหนึ่ง   ปัจจุบันจึงเหลือแต่  วิหารหลวงพ่อเพ็ชร  หอระฆัง  และรอยพระพุทธบาท

ต่อมาก็มีอาจารย์เทพ   ฐิตสวโร มาอยู่สร้างกำแพงวัดทางด้านทิศเหนือและตะวันตกเสร็จมาอยู่ได้  ๒  ปีก็ลาสิกขาไป  ต่อมาก็อาจารย์น้อย   มาอยู่สร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่ยังไม่ทันเสร็จก็ลาสิกขาออกไปรวมแล้วมาอยู่ได้ประมาณ  ๓  ปี  ก็มีมาอยู่อีกองค์หนึ่งแต่อยู่ไม่ถึงปีก็จากไปต่อมาในปี   พ.ศ. ๒๕๔๑  ก็ได้   พระอธิการประจักษ์    ขนฺติธโร    มาอยู่โดยได้เป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดปางมะค่า โดยถูกต้องตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์เพราะได้รับตราตั้งวัดที่ถูกต้องในวันที่   ๒๖

ตุลาคม  ๒๕๓๗   พระอธิการประจักษ์    ขนฺติธโร  มาอยู่ก็ได้สร้างศาลาการเปรียญจนแล้วเสร็จและสร้างศาลาธรรมสังเวศ   เมรุ   และกำลังสร้างวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช   แต่ยังไม่แล้วเสร็จก็ลาสิกขาไปในปีพ.ศ.  ๒๕๔๖ เป็นเจ้าอาวาสได้   ๕  ปี ต่อมาก็มีพระอนุวัต   อนุวตฺตโกมาอยู่ได้ปีเดียวก็ลาสิกขาไป  แล้วก็ว่างเจ้าอาวาสไปสองปีในปีพ.ศ.  ๒๕๕๒  หลวงพ่อเจ้าคณะตำบลก็แต่งตั้งพระสุทัศน์   ปิยสีโล  รักษาการเจ้าอาวาสวัดปางมะค่าจนถึงปัจจุบัน  ตอนนี้ทางวัดปางมะค่ากำลังก่อสร้างอุโสถอยู่ยังไม่แล้วเสร็จ

เผยแพร่เมื่อ 09-03-2018 ผู้เช้าชม 226

วัดอินทาราม

วัดอินทาราม

ประวัติ      
           เมืองบางจันทร์ เป็นเมืองสำคัญ ในสมัยสุโขทัย คู่กับเมืองบางพาน นักโบราณคดีคิดว่าหายสาบสูญไปจากสังคมไทย แต่เมื่อมาชมวัดอินทาราม ที่ตำบลท่าไม้แล้ว ทำให้หวนคิดถึงเมืองบางจันทร์ ที่หายสาบสูญไป น่าจะใช่เมืองบางจันทร์ เมื่อชมโบราณสถานและโบราณวัตถุแล้ว ยิ่งมั่นใจมากขึ้น ว่าใช่เมืองบางจันทร์อย่างแน่นอน
           นัดกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ชัชวาลย์ ธรรมสอน แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร พบกันที่วัดอินทาราม เพื่อค้นหา เมืองบางจันทร์ด้วยกัน เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2550 โดย มี อาจารย์เรืองศักดิ์ แสงทอง นักค้นคว้า ไปสังเกตการณ์ด้วย เมื่อพบโบสถ์ และวิหารวัดอินทารามรู้สึกประทับอย่างยิ่ง สันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุถึงสมัยสุโขทัย อาจเป็นวัดหลวงแห่งเมืองบางจันทร์ที่เราตามหาก็อาจเป็นไปได้
           เดิมบริเวณนี้เรียกว่าดงตาจันทร์ บ้านตาจันทร์ ไปคล้องกับชื่อ เมืองบางจันทร์โดยบังเอิญ หรือโดยจริงแท้ ยังไม่สามารถสรุปได้ ประวัติการสร้างวัด อินทาราม สร้างเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2347 ราวสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และได้ชื่อว่าเป็นวัดอินทารามโดยสมบูรณ์เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2351 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2355 มีหลวงพ่อแก้ว เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก และนายจันทร์เป็นผู้ถวายที่ดินสร้างวัด
           วัดอินทารามมีเจ้าอาวาส ติดต่อกันมา 12 รูป เจ้าอาวาสท่านปัจจุบันคือ พระครูถาวรวชิรสาร ท่านครองวัดตั้งแต่พ.ศ. 2517 จนถึงปัจจุบัน
           วัดอินทาราม ที่ตำบลท่าไม้ อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร มีพระอุโบสถและพระวิหาร ที่มีลักษณะงดงามมาก พบพระพุทธรูปโบราณอย่างมากมาย ศิลปะเชียงแสน สุโขทัย อยุธยา มากมายหลายองค์ แต่ที่น่าสังเกตคือ ทั้งโบสถ์และวิหาร ทำลูกกรงเหล็กล้อมพระไว้อย่างน่าสงสัยว่า ทำไมผู้ร้าย นักโจรกรรมทำไมมากมายนัก น่าสลดหดหู่กับภาพที่เห็น
           เมืองไทยเมืองที่นับถือพระพุทธศาสนา แต่การโจรกรรม พระพุทธรูปพระบูชาพระเครื่อง
ยังมีอยู่ทุกหัวระแหง อาจต้องตั้งคำถามว่าทำไม พระพุทธรูปต้องถูกล้อมกรอบด้วยลูกกรงเช่นนี้
แล้วเรายังไม่มีความอับอาย ชาวต่างชาติหรือคนไทยร่วมชาติ หรือ ใครจะตอบได้ช่วยพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ด้วย
           เราไม่สามารถค้นพบ แนวกำแพงเมืองแนวคูเมืองเมืองบางจันทร์ได้ พบเพียงวัดอินทารามที่พอเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า บ้านท่าไม้ อาจเป็นที่ตั้งของเมืองบางจันทร์ ในสมัยสุโขทัย การค้นพบในวันนี้ อาจตอบได้ว่า เมืองบางจันทร์มีจริง และสันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ ในบริเวณนี้อย่างแน่นอน แม้ยังไม่สามารถยืนยันด้วยหลักฐานทางโบราณคดีได้

เผยแพร่เมื่อ 14-03-2018 ผู้เช้าชม 79

วัดจันทาราม

วัดจันทาราม

ประวัติ      
      ตั้งอยู่ที่ 1 บ้านวังแขม หมู่ที่ 1 ตำบลวังแขม อำเภอคลองขลุง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีเนื้อที่ 17 ไร่ 83 ตารางวา อยู่ริมแม่น้ำปิงทางด้านทิศตะวันออก สร้างขึ้นเป็นวัดมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.2225 เคยเป็นวัดที่ร้างมาเป็นเวลานาน และ ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ ชาวบ้านในแทบนั้นมักนิยมเรียกชื่อวัดตามชื่อของหมู่บ้านว่า  “วัดวังแขม” และ ต่อมาได้รับการพัฒนาเป็นหลักฐานมั่นคงเริ่มมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2420 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ได้เคยเสด็จประพาททางชลมารค และทรงแวะประทับพักแรมที่ปะรำพิธีที่หาดทรายหน้าวัดนี้ด้วย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 วัดจันทาราม จึงได้รับการพัฒนาเรื่อย ๆ มา จนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2523
            วัดแห่งนี้มีพระพุทธรูปที่สาคัญคือ หลวงพ่อศรีมงคล พระประธานในอุโบสถหลังเก่า “ปางมารวิชัย” เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนเป็นอย่างมาก และตามที่ นายร่อน มีชัย อายุ  81 ปี  ได้เล่าว่า วิหารที่หลวงพ่อศรีมงคล ประดิษฐานอยู่ในปัจจุบันนี้ สันนิฐานว่าชาวพม่าเป็นผู้สร้างขึ้น เพราะว่าวิหารหลวงพ่อศรีมงคลได้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก เป็นทิศของประเทศของพม่า และไม่ทราบว่าสร้างในปีใดและพ.ศ.ใด ทราบแต่ว่าเป็นวิหารที่เก่าแก่มาก ตามที่คนเก่าแก่เล่ามา เป็นเวลานับหลายร้อยปี(จากการสอบถามเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ผู้มาบูรณปฏิสังขรณ์ทราบว่า สร้างสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ราวรัชกาลที่2-3)
ส่วนรอยพระพุทธบาทจำลองที่เป็นเนื้อโลหะ ประดิษฐานอยู่ในวิหารหลวงพ่อศรีมงคล ไม่มีใครทราบที่แน่ชัดว่าได้มาอย่างไร และตั้งแต่เมื่อปีใด และ พ.ศ.ใด จากการสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ เช่น ลุงร่อน มีชัยและลุงเหรียญ นาคนาม ที่เป็นบุคคลที่อยู่ใกล้เคียงกับวัด มาโดยตลอด บอกว่าตั้งแต่เป็นเด็กนักเรียน อยู่โรงเรียนวัดก็ได้เห็นรอยพระพุทธบาทมีอยู่ในวิหารหลวงพ่อศรีมงคลแล้ว ต่อจากนั้นลุงเหรียญยังบอก รอยพระพุทธบาทจำลอง อีกว่ามีตัวอักษรอยู่ที่ใบสีมาวิหารหลวงพ่อศรีมงคล และเป็นตัวเลข ว่า ร.ศ.120 (เป็นรัตนโกสินทร์ศักราช ถ้าเราต้องการแปลงเป็นพุทธศักราช ให้ใช้ 2324 บวก ร.ศ. จะได้เป็นปีพุทธศักราช) เมื่อทางวัดมีงานเทศกาล ใดๆ เช่น งานประจำปีปิดทองไหว้พระ ก็จะยกรอยพระพุทธบาทจำลองออกมาให้ชาวบ้านได้ปิดทองรอยพระพุทธบาทกันเป็นประจำ ต่อมาทางคณะกรรมการวัด ก็จะนำออกมาให้ชาวบ้านได้ปิดทองกันในวันงานเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบันนี้ แต่ในตอนนี้ฝาที่สาหรับปิด-เปิดไว้ใส่ปัจจัย ได้ถูกพวกมิจฉาชีพลักไปเสียแล้ว ทางวัดก็ไม่ทราบว่าถูกลักไปตั้งแต่เมื่อไรเช่นกัน สำหรับในตอนนี้พระที่วัดได้ช่วยกันเอาไปเก็บไว้ที่อุโบสถหลังใหม่(ราว พ.ศ.2538 ได้ไปสำรวจวัดจันทาราม พบพระวิหารหลวงพ่อศรีมงคล และรอยพระพุทธบาทอยู่สภาพทิ้งร้าง เพราะพระวิหารชำรุด

เผยแพร่เมื่อ 14-03-2018 ผู้เช้าชม 230

วัดวังน้ำแดง

วัดวังน้ำแดง

ประวัติ        
    วัดวังน้ำแดง ตั้งอยู่ที่บ้านวังน้ำแดง หมู่ที่ 2 ตำบลทุ่งทรายอำเภอทรายทองวัฒนาจังหวัดกำแพงเพชร วัดวังน้ำแดงตั้งวัดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ 2521 โดยให้ใช้ชื่อวัดว่าวัดวังน้ำแดง เพราะสมัยก่อนน้ำในลำคลองของหมู่บ้านมีสีแดง ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ 2524 เจ้าอาวาสคือพระครูถาวรวัชรคุณ

เผยแพร่เมื่อ 14-03-2018 ผู้เช้าชม 64