กระเพรา

กระเพรา

กระเพรา

เผยแพร่เมื่อ 25-02-2017 ผู้ชม 160

[16.6506002, 99.6932808, กระเพรา]

        การเตรียมกล้าพันธุ์
การเตรียมกล้าพันธุ์จะใช้วิธีการหว่านเมล็ดในแปลงเพาะกล้าตามขนาดปริมาณที่ปลูก ด้วยการไถหน้าดินให้ลึก พร้อมกำจัดวัชพืช และหว่านกล้าพันธุ์ลงแปลง หลังจากนั้นจะให้น้ำ 1-2 ครั้ง/วัน จนกล้าแตกใบแท้ 2-5 ใบ ก็ย้ายลงปลูกในแปลง

การเตรียมแปลง
– การปลูกในแปลงขนาดใหญ่มีทั้งรูปแบบแปลงยกร่อง และแปลงที่ไม่ยกร่องโดยควรมีขนาดแปลงกว้าง ประมาณ1.5-2.5 เมตร ความยาวตามความเหมาะสมของพื้นที่
– ไถดะกลบวัชพืช และตากหน้าดินนาน 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดดิน
– ทำการหว่านปุ๋ยหมัก ปุ๋ยมูลสัตว์ ในอัตรา 500 กก./ไร่ ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในอัตรา 10-30 กก./ไร่ หรือใช้ปุ๋ยคอกรองพื้นอย่างเดียว
– ทำการไถกลบอีกรอบ พร้อมกำจัดวัชพืช และตากดินประมาณ 1 สัปดาห์ หรืออาจน้อยกว่า

วิธีการปลูก
– ย้ายต้นกล้า โดยควรให้มีดินติดรากมาด้วย และควรปลูกทันทีเมื่อมีการถอนย้าย
– ระยะที่ปลูกในระหว่างแถว และหลุมปลูก ที่ 20-40 x 20-40 เซนติเมตร หากปลูกเพื่อการค้ามักปลูกในระยะถี่ขึ้น เช่น 20-30 x 20-30 เซนติเมตร
– หลังจากปลูกเสร็จให้รดน้ำให้ชุ่ม

การดูแล
– ให้น้ำหลังจากปลูกวันละ 1-2 ครั้ง หรืออาจให้วันเว้นวันเมื่อต้นกระเพราแตกกิ่งเป็นพุ่มใหญ่
– ให้ปุ๋ยคอก อัตรา 200 กก./ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในอัตรา 30-50 กก./ไร่ หลังปลูกประมาณ 2-4 อาทิตย์ เมื่อต้นกล้าตั้งต้นได้แล้ว

การเก็บเกี่ยว
การเก็บกระเพราจะเริ่มเก็บได้หลังการปลูก 40-50 วัน และเก็บได้อย่างต่อเนื่องอีกหลายเดือน หากไม่มีการเก็บโดยการถอนทั้งต้น ซึ่งควรเก็บกิ่งแก่ในระยะก่อนออกดอกหรือเริ่มออกดอกซึ่งจะได้กระเพราที่มีกลิ่นหอมแรง

2. การปลูกในแปลงขนาดเล็ก
การปลูกในแปลงขนาดเล็กอาจใช้วิธีการยกร่องสูง 20-30 ซม. หรือไม่ยกร่อง ซึ่งเริ่มด้วยการพรวนดิน และกำจัดวัชพืชในแปลง และตากดิน 2-3 วัน

การปลูกด้วยต้นกล้า เนื่องจากเป็นการปลูกในปริมาณน้อยจึงเตรียมกล้าในแปลงบางส่วนที่เตรียมไว้หรือเตรียมในดินที่ว่างนอกแปลงแล้วจึงย้ายมาปลูกในแปลงในระยะ 30-40 ซม./ต้น หากปลูกเพื่อการค้ามักปลูกในระยะถี่ขึ้น เช่น 20-30 x 20-30 เซนติเมตร

การปลูกด้วยการหว่านที่มักปลูกเพื่อการค้า จะใช้วิธีหว่านเมล็ดลงแปลง โดยพยายามให้เมล็ดตกห่างกันให้มากที่สุด 20-30 ซม. พร้อมด้วยใช้คราดเกลี่ยดินกลบเล็กน้อย

การดูแลรักษาจะเหมือนกับการปลูกในแปลงใหญ่แต่อาจไม่พิถีพิถันมากก็ได้ และที่สำคัญควรกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ

การเก็บกระเพราด้วยการปลูกเพื่อรับประทานเองจะไม่เก็บด้วยการถอนทั้งต้น แต่จะค่อยๆเก็บรับประทานเมื่อต้องการได้อย่างตลอดนาน 1-2 ปี หรือมากกว่านั้นขึ้นกับการดูแลรักษา

คำสำคัญ : กระเพรา

ที่มา :

รวบรวมและจัดทำข้อมูล : นางสาวอาทิมา ชายยินดี


https://arit.kpru.ac.th/ap/local/?nu=pages&page_id=299&code_db=DB0014&code_type=F001

Google-Scholar : ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อ เชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลในจังหวัดกำแพงเพชร

ถั่วเขียว

ถั่วเขียว

ถั่วเขียว (Mungbean) จัดเป็นพืชไร่ที่นำส่วนของเมล็ดมาใช้ประโยชน์ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการนำมาประกอบอาหารหรือของหวาน การแปรรูปเป็นวุ้นเส้น การเพาะเป็นถั่วงอก การนำไปผสมอาหารสัตว์ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีการปลูกมากในพื้นที่ต่างๆ ทั้งส่งเข้าโรงงานแปรรูป ส่งออกต่างประเทศ และนำมาจำหน่ายบริโภค

เผยแพร่เมื่อ 26-02-2017 ผู้เช้าชม 520

แตงไทย

แตงไทย

แตงไทย เป็นพืชวงศ์เดียวกับ บวบ ฟัก หรือแตงต่างๆ อยู่ในวงศ์ CUCURBITACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า CUCUMIS MELO LINN เป็นไม้ล้มลุกที่มีเถาเลื้อยไปบนดิน มีมือจับตรงง่ามใบ ใบมีขนาดใหญ่คล้ายๆ ใบแตงกวา ทุกส่วนของลำต้นมีขนสีขาวปกคลุม ดอกสีเหลือง แยกเป็นดอกตัวผู้และดอกตัวเมียยู่บนต้นเดียวกัน ผลมีขนาดโตกว่าแตงกวา แต่เล็กกว่าแตงโม  รูปร่างกลมรี หรือกลมยาว

เผยแพร่เมื่อ 26-02-2017 ผู้เช้าชม 236

ข้าวโพดฝักอ่อน

ข้าวโพดฝักอ่อน

 

 ข้าวโพดฝักอ่อน คือ ข้าวโพด ที่ปลูก นำเอาฝักอ่อนหรือฝักที่ยังไม่มีเมล็ดมาบริโภคในรูปของผัก ส่วนใหญ่ การปลูกข้าวโพด ในวันนี้ ได้แก่การปลูกข้าวโพดฝักอ่อน เนื่องจากข้าวโพดฝักอ่อนหรือที่คนส่วนใหญ่นิยมเรียก แอ้ข้าวโพด เป็นพืชเศรษฐกิจที่ตลาดต้องการสูง นอกจากทานเป็นผัก

เผยแพร่เมื่อ 25-02-2017 ผู้เช้าชม 1,246

กระเพรา

กระเพรา

กระเพรา ถือเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ต้นแม่ต้นหนึ่งอาจมีอายุมากกว่า 5 ปี หากได้รับการดูแล ให้ปุ๋ย ให้น้ำเป็นประจำ ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม แตกกิ่ง และใบออกตามข้อ ใบจะแตกออกเป็นคู่ด้านซ้ายขวา ขอบใบเป็นเว้าเป็นร่องคล้ายฟันเลื่อย และมีขนปกคลุมใบ ใบกว้าง 3-5 ซม. ยาว 4-8 ซม. ขึ้นอยู่กับพันธุ์ ส่วนดอกแตกออกเป็นช่อหลายช่อมีลักษณะดอกคล้ายแมงลัก

เผยแพร่เมื่อ 25-02-2017 ผู้เช้าชม 160

กาแฟอาราบิก้า

กาแฟอาราบิก้า

กาแฟอาราบิก้า เป็นพืชสวนอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีประเทศมากกว่า 50ประเทศ ปลูกกาแฟอาราบิก้า เป็นสินค้าส่งออก หรือประมาณ 70-75 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตกาแฟโลก เนื่องจากเป็นกาแฟที่มีรสชาติดี (Flavour) และมีกลิ่น (Aroma) หอมชวนดื่ม  

เผยแพร่เมื่อ 26-02-2017 ผู้เช้าชม 367

ข้าวหอมมะลิ

ข้าวหอมมะลิ

ข้าวหอมมะลิหรือข้าวดอกมะลิ เป็นข้าวที่มีความไวต่อช่วงแสง หมายถึง พันธุ์ข้าวจะออกดอกในวันที่กลางคืนยาวกว่า
กลางวันเท่านั้น คือ ช่วงฤดูหนาวทำให้สามารถปลูกได้เฉพาะนาปีเท่านั้น ส่วนชื่อเรียกว่าข้าวหอมมะลินั้นมีที่มาจากสี
ของข้าวที่ขาวเหมือนดอกมะลิ แต่มีกลิ่นหอมเหมือนใบเตย

เผยแพร่เมื่อ 25-02-2017 ผู้เช้าชม 303

ลำไย

ลำไยเป็นไม้ผลยืนต้นที่มีอายุการให้ผลผลิตที่ยาวนาน ดังนั้นการสร้างสวนลำไยจึงควรมีการวางแผนที่ดี โดยคำนึงถึงต้นทุนการผลิตความสะดวกต่อการปฏิบัติงานและคุ้มค่าต่อการลงทุน

เผยแพร่เมื่อ 25-02-2017 ผู้เช้าชม 408

ยางพารา

ยางพารา

 สภาพพื้นที่ควรเป็นที่ราบ ไม่มีน้ำท่วมขัง หรือมีความลาดเอียงต่ำกว่า 35 องศา ลักษณะดินที่เหมาะสมต่อการปลูกยางพารา ควรเป็นดินร่วนเหนียวถึงดินร่วนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ หน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร ไม่มีชั้นดินดาน มีการระบายและถ่ายเทอากาศดี มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างระหว่าง 4.5-5.5 อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของยางพาราอยู่ระหว่าง 24-27 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนไม่ต่ำกว่า 1,250 มิลลิเมตรต่อปี

เผยแพร่เมื่อ 25-02-2017 ผู้เช้าชม 285

อ้อย

อ้อย

การปลูกอ้อยข้ามแล้งเป็นการเพิ่มผลผลิตอ้อยโดยไม่ต้องอาศัยน้ำชลประทานแต่อาศัยความชื้นในดินช่วยให้อ้อยเจริญเติบโตจนถึงต้นฤดูฝน และทำการเก็บเกี่ยวเมื่อถึงช่วงเปิดหีบของโรงงาน ระหว่างเดือนธันวาคม – มีนาคม ซึ่งอ้อยจะโตเต็มที่และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง

เผยแพร่เมื่อ 25-02-2017 ผู้เช้าชม 364

มันสำปะหลัง

มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดปี โดยมากกว่าร้อยละ 65 ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด เกษตรกรจะทำการปลูกในช่วงต้นฤดูฝน คือประมาณเดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม อีกร้อยละ 20 ปลูกในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์ ส่วนที่เหลือร้อยละ 13 จะปลูกในช่วงเดือนมิถุนายน ถึง ตุลาคม สำหรับการปลูกในช่วงต้นฤดูฝนนี้ ผลผลิตหัวสดที่ได้จะสูงกว่าการปลูกในช่วงอื่นๆ แต่ในดินที่มีลักษณะเนื้อดินค่อนข้างหยาบ การปลูกในช่วงฤดูแล้งจะให้ผลผลิตสูงที่สุด ดังนั้นในการตัดสินใจเลือกช่วงการปลูกมันสำปะหลังที่เหมาะสม จึงต้องพิจารณาทั้งปริมาณน้ำฝน และลักษณะของดิน

เผยแพร่เมื่อ 05-02-2017 ผู้เช้าชม 160