กระเพรา

กระเพรา

กระเพรา

เผยแพร่เมื่อ 25-02-2017 ผู้ชม 134

[16.6506002, 99.6932808, กระเพรา]

        การเตรียมกล้าพันธุ์
การเตรียมกล้าพันธุ์จะใช้วิธีการหว่านเมล็ดในแปลงเพาะกล้าตามขนาดปริมาณที่ปลูก ด้วยการไถหน้าดินให้ลึก พร้อมกำจัดวัชพืช และหว่านกล้าพันธุ์ลงแปลง หลังจากนั้นจะให้น้ำ 1-2 ครั้ง/วัน จนกล้าแตกใบแท้ 2-5 ใบ ก็ย้ายลงปลูกในแปลง

การเตรียมแปลง
– การปลูกในแปลงขนาดใหญ่มีทั้งรูปแบบแปลงยกร่อง และแปลงที่ไม่ยกร่องโดยควรมีขนาดแปลงกว้าง ประมาณ1.5-2.5 เมตร ความยาวตามความเหมาะสมของพื้นที่
– ไถดะกลบวัชพืช และตากหน้าดินนาน 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดดิน
– ทำการหว่านปุ๋ยหมัก ปุ๋ยมูลสัตว์ ในอัตรา 500 กก./ไร่ ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในอัตรา 10-30 กก./ไร่ หรือใช้ปุ๋ยคอกรองพื้นอย่างเดียว
– ทำการไถกลบอีกรอบ พร้อมกำจัดวัชพืช และตากดินประมาณ 1 สัปดาห์ หรืออาจน้อยกว่า

วิธีการปลูก
– ย้ายต้นกล้า โดยควรให้มีดินติดรากมาด้วย และควรปลูกทันทีเมื่อมีการถอนย้าย
– ระยะที่ปลูกในระหว่างแถว และหลุมปลูก ที่ 20-40 x 20-40 เซนติเมตร หากปลูกเพื่อการค้ามักปลูกในระยะถี่ขึ้น เช่น 20-30 x 20-30 เซนติเมตร
– หลังจากปลูกเสร็จให้รดน้ำให้ชุ่ม

การดูแล
– ให้น้ำหลังจากปลูกวันละ 1-2 ครั้ง หรืออาจให้วันเว้นวันเมื่อต้นกระเพราแตกกิ่งเป็นพุ่มใหญ่
– ให้ปุ๋ยคอก อัตรา 200 กก./ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในอัตรา 30-50 กก./ไร่ หลังปลูกประมาณ 2-4 อาทิตย์ เมื่อต้นกล้าตั้งต้นได้แล้ว

การเก็บเกี่ยว
การเก็บกระเพราจะเริ่มเก็บได้หลังการปลูก 40-50 วัน และเก็บได้อย่างต่อเนื่องอีกหลายเดือน หากไม่มีการเก็บโดยการถอนทั้งต้น ซึ่งควรเก็บกิ่งแก่ในระยะก่อนออกดอกหรือเริ่มออกดอกซึ่งจะได้กระเพราที่มีกลิ่นหอมแรง

2. การปลูกในแปลงขนาดเล็ก
การปลูกในแปลงขนาดเล็กอาจใช้วิธีการยกร่องสูง 20-30 ซม. หรือไม่ยกร่อง ซึ่งเริ่มด้วยการพรวนดิน และกำจัดวัชพืชในแปลง และตากดิน 2-3 วัน

การปลูกด้วยต้นกล้า เนื่องจากเป็นการปลูกในปริมาณน้อยจึงเตรียมกล้าในแปลงบางส่วนที่เตรียมไว้หรือเตรียมในดินที่ว่างนอกแปลงแล้วจึงย้ายมาปลูกในแปลงในระยะ 30-40 ซม./ต้น หากปลูกเพื่อการค้ามักปลูกในระยะถี่ขึ้น เช่น 20-30 x 20-30 เซนติเมตร

การปลูกด้วยการหว่านที่มักปลูกเพื่อการค้า จะใช้วิธีหว่านเมล็ดลงแปลง โดยพยายามให้เมล็ดตกห่างกันให้มากที่สุด 20-30 ซม. พร้อมด้วยใช้คราดเกลี่ยดินกลบเล็กน้อย

การดูแลรักษาจะเหมือนกับการปลูกในแปลงใหญ่แต่อาจไม่พิถีพิถันมากก็ได้ และที่สำคัญควรกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ

การเก็บกระเพราด้วยการปลูกเพื่อรับประทานเองจะไม่เก็บด้วยการถอนทั้งต้น แต่จะค่อยๆเก็บรับประทานเมื่อต้องการได้อย่างตลอดนาน 1-2 ปี หรือมากกว่านั้นขึ้นกับการดูแลรักษา

คำสำคัญ : กระเพรา

ที่มา :

รวบรวมและจัดทำข้อมูล : นางสาวอาทิมา ชายยินดี


https://arit.kpru.ac.th/ap/local/?nu=pages&page_id=299&code_db=DB0014&code_type=F001

Google-Scholar : ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อ เชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลในจังหวัดกำแพงเพชร

ส้มเขียวหวาน

ส้มเขียวหวาน

ส้มเขียวหวานแหลมทอง  เป็นส้มที่มีลำต้นขนาดใหญ่ ออกดอกติดผลค่อนข้างยาก ขนาดผลปานกลาง และมีรสชาติหวานจัด ส้มบางมด เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกกันทั่วไป ติดผลดกขนาดผลปานกลาง ทรงผลค่อนข้างกลมถึงแป้นเล็กน้อย ผิวผลสีเขียวอมเหลือง แต่เมื่อปลูกทางภาคเหนือผิวผลจะมีสีเหลืองเข้ม ผิวเรียบ ก้นผลราบถึงเว้าเล็กน้อย กลีบแยกออกจากกันง่าย เนื้อผลสีส้ม ชานนิ่ม ฉ่ำน้ำ รสชาติหวาน อมเปรี้ยว ส้มโชกุน

เผยแพร่เมื่อ 25-02-2017 ผู้เช้าชม 215

ข้าวโพดฝักอ่อน

ข้าวโพดฝักอ่อน

 

 ข้าวโพดฝักอ่อน คือ ข้าวโพด ที่ปลูก นำเอาฝักอ่อนหรือฝักที่ยังไม่มีเมล็ดมาบริโภคในรูปของผัก ส่วนใหญ่ การปลูกข้าวโพด ในวันนี้ ได้แก่การปลูกข้าวโพดฝักอ่อน เนื่องจากข้าวโพดฝักอ่อนหรือที่คนส่วนใหญ่นิยมเรียก แอ้ข้าวโพด เป็นพืชเศรษฐกิจที่ตลาดต้องการสูง นอกจากทานเป็นผัก

เผยแพร่เมื่อ 25-02-2017 ผู้เช้าชม 1,014

กวางตุ้ง

กวางตุ้ง

เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักที่มีระบบรากตื้น ดังนั้นในการเตรียมดินควรขุดไถดินให้ลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร แล้วทำการตากดินทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายตัวแล้วให้มาก คลุกเคล้าให้เข้ากันดี แล้วทำการไถพรวนให้ดินละเอียด ในกรณีที่ดินมีสภาพเป็นกรดก็ควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับระดับ pH ของดินให้เหมาะสม ขนาดของแปลงปลูกกว้าง 1 เมตร ยาวประมาณ 10 เมตร หรือ ตามความเหมาะสม

เผยแพร่เมื่อ 26-02-2017 ผู้เช้าชม 348

ใบโหระพา

ใบโหระพา

โหระพาเป็นพืชที่มีอายุอยู่ได้ราว 1-2 ปีค่ะ หากแต่เมื่อต้นแก่แล้วควรรื้อปลูกใหม่ หรือตัดยอดออกให้หมดเพื่อให้แตกกิ่งใหม่ ดอกโหระพามีความสวยงามอยู่ในตัว โดยเฉพาะพันธุ์ที่มีดอกเป็นพวง ดังนั้นจึงมีผู้ที่นิยมปลูกโหระพาไว้เป็นไม้ประดับเช่นกัน

เผยแพร่เมื่อ 25-02-2017 ผู้เช้าชม 222

มันสำปะหลัง

มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดปี โดยมากกว่าร้อยละ 65 ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด เกษตรกรจะทำการปลูกในช่วงต้นฤดูฝน คือประมาณเดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม อีกร้อยละ 20 ปลูกในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์ ส่วนที่เหลือร้อยละ 13 จะปลูกในช่วงเดือนมิถุนายน ถึง ตุลาคม สำหรับการปลูกในช่วงต้นฤดูฝนนี้ ผลผลิตหัวสดที่ได้จะสูงกว่าการปลูกในช่วงอื่นๆ แต่ในดินที่มีลักษณะเนื้อดินค่อนข้างหยาบ การปลูกในช่วงฤดูแล้งจะให้ผลผลิตสูงที่สุด ดังนั้นในการตัดสินใจเลือกช่วงการปลูกมันสำปะหลังที่เหมาะสม จึงต้องพิจารณาทั้งปริมาณน้ำฝน และลักษณะของดิน

เผยแพร่เมื่อ 05-02-2017 ผู้เช้าชม 112

อ้อย

อ้อย

การปลูกอ้อยข้ามแล้งเป็นการเพิ่มผลผลิตอ้อยโดยไม่ต้องอาศัยน้ำชลประทานแต่อาศัยความชื้นในดินช่วยให้อ้อยเจริญเติบโตจนถึงต้นฤดูฝน และทำการเก็บเกี่ยวเมื่อถึงช่วงเปิดหีบของโรงงาน ระหว่างเดือนธันวาคม – มีนาคม ซึ่งอ้อยจะโตเต็มที่และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง

เผยแพร่เมื่อ 25-02-2017 ผู้เช้าชม 265

ถั่วเขียว

ถั่วเขียว

ถั่วเขียว (Mungbean) จัดเป็นพืชไร่ที่นำส่วนของเมล็ดมาใช้ประโยชน์ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการนำมาประกอบอาหารหรือของหวาน การแปรรูปเป็นวุ้นเส้น การเพาะเป็นถั่วงอก การนำไปผสมอาหารสัตว์ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีการปลูกมากในพื้นที่ต่างๆ ทั้งส่งเข้าโรงงานแปรรูป ส่งออกต่างประเทศ และนำมาจำหน่ายบริโภค

เผยแพร่เมื่อ 26-02-2017 ผู้เช้าชม 361

แตงโม

แตงโมเป็น ผักตระกูลแตง ที่คนไทยเรารู้จักบริโภคกันมานาน แล้ว นอกจากนิยมใช้ผลรับประทานแล้ว ส่วนของผลอ่อนยอดอ่อน ยัง ใช้ในการปรุงอาหารได้หลายชนิด แตงโมเป็นพืชที่ปลูกง่ายสามารถ ปลูกได้ทั่วทุกพื้นที่แต่สวนมากในจังหวัดกำแพงเพชรจะพบเจอมากที่สุดในอำเภอไทรงาม สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาลตลอดปีแตงโมปลูกได้ใน ดินแทบทุกชนิดแต่ปลูกได้ดีในสภาพดินร่วนปนทราย

เผยแพร่เมื่อ 05-02-2017 ผู้เช้าชม 320

ข้าวหอมมะลิ

ข้าวหอมมะลิ

ข้าวหอมมะลิหรือข้าวดอกมะลิ เป็นข้าวที่มีความไวต่อช่วงแสง หมายถึง พันธุ์ข้าวจะออกดอกในวันที่กลางคืนยาวกว่า
กลางวันเท่านั้น คือ ช่วงฤดูหนาวทำให้สามารถปลูกได้เฉพาะนาปีเท่านั้น ส่วนชื่อเรียกว่าข้าวหอมมะลินั้นมีที่มาจากสี
ของข้าวที่ขาวเหมือนดอกมะลิ แต่มีกลิ่นหอมเหมือนใบเตย

เผยแพร่เมื่อ 25-02-2017 ผู้เช้าชม 242

ยางพารา

ยางพารา

 สภาพพื้นที่ควรเป็นที่ราบ ไม่มีน้ำท่วมขัง หรือมีความลาดเอียงต่ำกว่า 35 องศา ลักษณะดินที่เหมาะสมต่อการปลูกยางพารา ควรเป็นดินร่วนเหนียวถึงดินร่วนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ หน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร ไม่มีชั้นดินดาน มีการระบายและถ่ายเทอากาศดี มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างระหว่าง 4.5-5.5 อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของยางพาราอยู่ระหว่าง 24-27 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนไม่ต่ำกว่า 1,250 มิลลิเมตรต่อปี

เผยแพร่เมื่อ 25-02-2017 ผู้เช้าชม 209