![]()
ตำนานพระฤาษีสามตนแห่งเมืองชากังราว ความเชื่อ คติชน และความสัมพันธ์กับพระกรุกำแพงเพชร
เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้ชม 14
[16.4198237, 99.3354377, ตำนานพระฤาษีสามตนแห่งเมืองชากังราว ความเชื่อ คติชน และความสัมพันธ์กับพระกรุกำแพงเพชร]
พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับตำนานดังกล่าว ได้แก่ เมืองโบราณชากังราวและเมืองโบราณนครชุม ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร อันเป็นแหล่งมรดกทางโบราณคดีที่สำคัญของประเทศไทยในอดีตเมืองกำแพงเพชรมีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของอาณาจักรสุโขทัย ทำหน้าที่ป้องกันการรุกรานจากหัวเมืองฝ่ายเหนือและตะวันตก สภาพภูมิประเทศในอดีตประกอบด้วยป่าไม้หนาทึบ ภูเขา และถ้ำจำนวนมากจึงเอื้อต่อการเป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรของพระสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี นักพรต และฤาษีผู้แสวงหาความสงบวิเวกโดยเฉพาะในเขตอรัญญิกของเมืองโบราณซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งของวัดป่าและสำนักปฏิบัติธรรมจำนวนมากทำให้เกิดเรื่องเล่าเกี่ยวกับฤาษีและผู้ทรงวิทยาคมแพร่หลายในหมู่ชาวบ้านความเชื่อดังกล่าวมองว่าฤาษีมิได้เป็นเพียงผู้บำเพ็ญตบะเท่านั้น หากยังเป็นผู้ทรงภูมิปัญญามีความรู้ด้านสมุนไพร การรักษาโรค การพยากรณ์ และการคุ้มครองบ้านเมืองจากภยันตรายต่าง ๆเรื่องเล่าที่ได้รับการกล่าวขานมากที่สุดในท้องถิ่น คือ ตำนานพระฤาษีสามตนแห่งเมืองชากังราประกอบด้วย พระฤาษีพิราลัย พระฤาษีตาไฟ และพระฤาษีตาวัวซึ่งแต่ละตนได้รับการกล่าวถึงในฐานะผู้ทรงคุณวิเศษแตกต่างกันไปพระฤาษีพิราลัยได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้อาวุโสและเป็นผู้นำของเหล่าฤาษีทั้งสาม ท่านได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญด้านสมาธิภาวนาและวิปัสสนากรรมฐาน มีวิชาอาคมแก่กล้าและมักเป็น ผู้ประกอบพิธีกรรมสำคัญของบ้านเมืองตำนานบางสายระบุว่าท่านสามารถคำนวณฤกษ์ยามที่เหมาะสมสำหรับกิจการสำคัญ ตลอดจนมีความสามารถในการพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้า พระฤาษีตาไฟเป็นฤาษีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในหมู่ชาวบ้าน ตามตำนานเล่าว่าท่านมีดวงตาอันทรงพลัง เมื่อเพ่งมองสิ่งใดสามารถทำให้เกิดเปลวไฟขึ้นได้อำนาจดังกล่าวถูกนำมาใช้ในการปราบภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลเรื่องเล่าบางสายยังกล่าวว่าท่านเคยใช้วิชาเพ่งไฟเพื่อป้องกันศัตรูที่เข้ามารุกรานเมืองชากังราวจนได้รับสมญาว่า “พระฤาษีตาไฟ”
ส่วนพระฤาษีตาวัวได้รับการกล่าวถึงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรและการรักษาโรค ฉายาของท่านมีที่มาแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น บ้างกล่าวว่าท่านมีดวงตากลมโตคล้ายดวงตาของวัวบ้างก็เชื่อว่าท่านมีญาณทิพย์สามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ไกลผิดปกติบทบาทสำคัญของท่านคือการเสาะแสวงหาว่านยาและพืชสมุนไพรจากป่าลึกเพื่อนำมารักษาผู้คนและใช้เป็นส่วนประกอบในพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ตำนานการสร้างพระกรุกำแพงเพชรหนึ่งในตำนานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือเรื่องราวที่เชื่อมโยงพระฤาษีทั้งสามตนเข้ากับการสร้างพระเครื่องเมืองกำแพงเพชรตามคำบอกเล่าสืบทอดกันมา ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเผชิญภัยสงครามและความไม่สงบพระฤาษีทั้งสามได้ร่วมกันจัดสร้างพระเครื่องขึ้นเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ทหารและประชาชนโดยเริ่มจากการรวบรวมดินศักดิ์สิทธิ์จากสถานที่สำคัญต่าง ๆ ผสมกับเกสรดอกไม้ ว่านมงคลและพืชสมุนไพรที่เชื่อว่ามีพุทธคุณ จากนั้นจึงประกอบพิธีปลุกเสกเป็นเวลาหลายวันหลายคืนก่อนนำมวลสารมากดลงในแม่พิมพ์จนเกิดเป็นองค์พระหลังจากเสร็จสิ้นพิธีกรรม พระเครื่องส่วนหนึ่งถูกนำไปบรรจุไว้ในกรุวัดสำคัญต่าง ๆ ภายในเมือง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งถูกแจกจ่ายให้แก่ทหารและประชาชนเพื่อใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจความเชื่อดังกล่าวทำให้มีการเชื่อมโยงพระฤาษีทั้งสามเข้ากับพระกรุกำแพงเพชรที่มีชื่อเสียงหลายพิมพ์อาทิ พระซุ้มกอ พระกำแพงเม็ดขนุน และพระกำแพงเปิดโลกแม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สามารถยืนยันได้ว่าพระฤาษีทั้งสามเป็นผู้สร้างพระดังกล่าวจริง แต่ตำนานนี้ยังคงได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในวงการพระเครื่องและในหมู่ประชาชนทั่วไปตำนานฤาษีกับการสถาปนาเมืองนอกเหนือจากบทบาทในการสร้างพระเครื่องแล้วยังมีเรื่องเล่าอีกสายหนึ่งที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเหล่าฤาษีกับการก่อตั้งเมืองชากังราวโดยเชื่อว่าก่อนที่จะมีการสร้างเมืองนั้น พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นป่าดงดิบอันเป็นที่พำนักของนักพรตและฤาษีมาก่อนเมื่อกษัตริย์หรือผู้ปกครองเดินทางมาสำรวจพื้นที่เพื่อเลือกชัยภูมิในการสร้างเมืองเหล่าฤาษีได้พยากรณ์ว่า ดินแดนแห่งนี้จะเป็นปราการสำคัญในการปกป้องอาณาจักรสุโขทัย เปรียบเสมือน
“กำแพงแห่งเพชร” ที่มีความมั่นคงแข็งแกร่งเหนือศัตรูทั้งปวง แม้คำพยากรณ์ดังกล่าวจะเป็นเรื่องเล่าเชิงสัญลักษณ์แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกำแพงเพชรในฐานะเมืองหน้าด่านที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของอาณาจักรสุโขทัยได้เป็นอย่างดีความเชื่อเรื่องฤาษียังไม่ละสังขาร อีกหนึ่งความเชื่อที่ปรากฏอยู่ในสังคมท้องถิ่นคือความเชื่อว่าพระฤาษีบางตนมิได้มรณภาพหรือสิ้นอายุขัยตามปกติหากแต่ได้เข้าสมาบัติอยู่ภายในถ้ำหรือสถานที่เร้นลับ เพื่อดำรงอยู่ในภาวะแห่งฌานสมาบัติและคอยปกปักรักษาบ้านเมืองเรื่องเล่าลักษณะนี้มักปรากฏในรูปของการพบเห็นชายชรานุ่งขาวห่มขาวเดินอยู่ในป่าลึกการเห็นดวงไฟประหลาดบนยอดเขา หรือการพบแสงสว่างลึกลับในบริเวณถ้ำและป่าโบราณรอบเมืองนครชุมแม้จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แต่เรื่องราวเหล่านี้ยังคงได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมาในฐานะส่วนหนึ่งของความเชื่อและจิตวิญญาณของชุมชน
ตำนานพระฤาษีสามตนแห่งเมืองชากังราวเป็นตัวอย่างสำคัญของคติชนพื้นบ้านที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ศาสนา และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่องราวของพระฤาษีพิราลัย พระฤาษีตาไฟ และพระฤาษีตาวัว ไม่เพียงเป็นตำนานที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชาวกำแพงเพชรเท่านั้นหากยังเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อในคุณธรรม ความเสียสละ ภูมิปัญญาการรักษาโรคและบทบาทของผู้ทรงศีลในการปกป้องบ้านเมืองแม้ว่าหลายส่วนของเรื่องราวจะไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์โดยตรงแต่ตำนานเหล่านี้ยังคงมีคุณค่าในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่ช่วยให้คนรุ่นหลังเข้าใจวิถีคิด ความศรัทธาและโลกทัศน์ของผู้คนในอดีตอันเป็นส่วนหนึ่งของรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของเมืองกำแพงเพชรสืบมาจนถึงปัจจุบัน
คำสำคัญ : ฤาษีสามตน เมืองชากังราว นครชุม พระกรุ กำแพงเพชร
ที่มา : สำนักข่าวกาขาว
รวบรวมและจัดทำข้อมูล : กาญจนา จันทร์สิงห์
สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มาหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2569). ตำนานพระฤาษีสามตนแห่งเมืองชากังราว ความเชื่อ คติชน และความสัมพันธ์กับพระกรุกำแพงเพชร. สืบค้น 12 สิงหาคม 2569, จาก https://arit.kpru.ac.th/ap/local/?nu=pages&page_id=2436&code_db=610001&code_type=01
Google search
เอกสารจากพงศาวดารฉบับปลีก ซึ่งนายไมเคิล ริคคารี่ ได้นำลงในหนังสือสยามสมาคม มีข้อความสรุปได้ว่า เมืองสุโขทัยได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอยุธยาอีกครั้งเมื่อสมัยของพระบรมราชาธิราชที่ 2 และได้แบ่งอาณาจักรสุโขทัยออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ให้พระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาลมหาธรรมราชา) ครองเมืองอยู่ที่สองแควหรือพิษณุโลก ส่วนที่ 2 ให้พระยารามครองเมืองอยู่ที่สุโขทัย ส่วนที่ 3 ให้พระยาเชลียงครองเมืองอยู่ที่สวรรคโลก และส่วนที่ 4 ให้เจ้าแสนสอยดาว ครองเมืองอยู่กำแพงเพชร
เผยแพร่เมื่อ 02-03-2020 ผู้เช้าชม 2,143
ภาพที่นำมาให้ชมกันนี้เป็นภาพสะพานกำแพงเพชร ซึ่งถ่ายเอาไว้เมื่อประมาณ พ.ศ. 2501อันเป็นช่วงที่สะพานแหง่นี้สร้างเสร็จใหม่ๆ มองดูโดดเด่นเป็นสง่าเหนือล้ำน้ำปิงและยืนหยัดกรำแดดกรำฝน รับใช้พี่น้องชาวกำแพงเพชรมากว่าสี่สิบปี ก่อนจะถูกบดบังจนมองเกือบไม่เห็นใน พ.ศ. 2542 ด้วย สะพานคู่ขนานขนาดใหญ่ตามวิถีการขยายตัวของสังคมเมือง เพื่อมิให้สะพานเก่าเมืองกำแพงเพชรเลือนหายไปจากความทรงจำ จึงขอนำเรื่องราวความเป็นมาของสะพานข้ามแม่น้ำปิงแห่งแรกของจังหวัดกำแพงเพชรมาทบทวนความทรงจำกันอีกครั้ง
เผยแพร่เมื่อ 25-02-2020 ผู้เช้าชม 4,826
ในหนังสือพระราชพงศาวดาร ฉบับ รศ. 125 ซึ่งดำเนินเรื่องตามต้นพระราชพงศาวดารได้กล่าวไว้ดังนี้ “เดิมพระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่งครองราชย์สมบัติอยู่ ณ เมืองเชียงรายโยนกประเทศ เป็นพระนครใหญ่ มีพระเจ้ามหาราชพระองค์หนึ่ง ครองราชย์สมบัติอยู่ ณ เมืองสตอง ยกกองทัพมาตีเมืองเชียงรายได้ทำสงครามแก่กัน พระเจ้าเชียงรายพ่ายแพ้เสียเมืองแก่พระยาสตอง จึงกวาดครอบครัวอพยพชาวเมืองเชียงราย หนีข้าศึกลงมายังแว่นแคว้นสยามประเทศนี้ ข้ามแม่น้ำโพมาถึงเมืองแปปเป็นเมืองร้าง อยู่คนละฟากฝั่งกับเมืองกำแพงเพชร
เผยแพร่เมื่อ 02-03-2020 ผู้เช้าชม 3,544
มีเนื้อความในต้านานสิงหนวัติกุมารเล่าว่ากาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีโอรสของพระเจ้าพีล่อโก๊ะองค์หนึ่ง ชื่อพระเจ้าสิงหนวัติ ได้มาสร้างเมืองใหม่ขึ้นทางใต้ ชื่อเมืองโยนกนาคนคร เมืองดังกล่าวนี้อยู่ในเขตละว้า หรือในแคว้นโยนก เมื่อประมาณปี พ.ศ.1111 เป็นเมืองที่สง่างามของย่านนั้น ในเวลาต่อมาก็ได้รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ที่อ่อนน้อมให้มาเป็นเมืองขึ้นแล้วตั้งชื่อเป็นแคว้นชื่อว่าโยนกเชียงแสน มีอาณาเขตทางทิศเหนือตลอดสิบสองปันนา ทางใต้จดแคว้นหริภุญชัย มีกษัตริย์สืบเชื้อสาย ต่อเนื่องกันมา จนถึงสมัยพระเจ้าพังคราชจึงได้ เสียเมืองให้แก่ขอมดำ
เผยแพร่เมื่อ 02-03-2020 ผู้เช้าชม 5,173
อำเภอเมืองกำแพงเพชร เป็นบ้านเมืองมาแต่สมัยใดยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนนัก สันนิฐานว่าอาจจะเป็นบ้านเมืองมาก่อนสมัยอาณาจักรสุโขทัยเพราะจากตำนานสิงหนวัติก็กล่าวถึงไว้ว่าพระเจ้าพรหม โอรสของพระเจ้าพังคราช ซึ่งประสูติเมื่อ พ.ศ.1461 พอพระชนมายุได้ 16 พรรษาก็ยกทับขับไล่พวกขอมลงมาจนถึงเมืองกำแพงเพชร และต่อมาพระเจ้าศิริ โอรสของพระพรหมได้อพยพไพร่พลหนีข้าศึกมอญมาสร้างเมืองกำแพงเพชรเป็นที่ประทับ ซึ่งปรากฏหลักฐานว่าในปัจจุบันยังมีศิลปวัตถุที่เป็นเทวาลัยของขอม เช่น วิหารพิกุลเดิม ซึ่งเป็นเครื่องชี้บอกให้เห็นว่าเมืองกำแพงเพชรเป็นบ้านเมืองตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัย
เผยแพร่เมื่อ 12-02-2018 ผู้เช้าชม 5,654
ตราประจำจังหวัด คือ เป็นรูปกำแพงเมืองประดับเพชรเปล่งประกายแห่งความงดงามโชติช่วงประดิษฐานอยู่ในรูปวงกลม รูปกำแพงเมือง หมายถึง กำแพงเมืองโบราณของเมืองกำแพงเพชรซึ่งเป็นมรดกที่ล้ำค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีแสดงเกรียติประวัติที่น่าภาคภูมิใจของชาวเมืองนี้และเป็นที่มาของชื่อจังหวัดกำแพงเพชร รูปวงกลม หมายถึง ความกลมเกลียว สมัครสมานสามัคคี รักใคร่มีน้ำใจ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวกำแพงเพชรทั้งมวลความหมายโดยสรุป คือ กำแพงเพชรเป็นเมืองที่มีกำแพงเมืองมั่นคงแข็งแกร่งสวยงามเป็นมรดกแห่งอดีตอันยิ่งใหญ่ประจักษ์พยานแห่งความรุ่งโรจน์โชติช่วงในอดีตที่น่าภาคภูมิใจ เมืองมีความเจริญรุ่งเรือง ผู้คนพลเมืองมีความสมัครสมานสามัคคีรักใคร่กลมเกลียวกันเป็นอันดี
เผยแพร่เมื่อ 30-08-2019 ผู้เช้าชม 12,704
ต้นสีเสียดแก่น ต้นไม้ประจำจังหวัดกำแพงเพชร เป็นต้นไม้ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดชมหาราช นำมาปลูหน้าศาลากลาง จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2537 ลักษณะทั่วไป ไม้ต้นสูง 15 เมตร เปลือกสีเทาแตกเป็นสะเก็ดบาง แตกกิ่งต่ำ ตามกิ่งมีหนามโค้งเป็นคู่ ใบประกอบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ใบประกอบย่อยมี 10 ถึง 20 คู่ ใบเล็กมาก มีประมาณ 30 ถึง 50 คู่ ช่อดอกแบบช่อหางกระรอก ดอกขนาดเล็ก สีเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลเป็นฝักแบน บาง สีน้ำตาล เป็นมันวาว แห้งแล้วแตก เมล็ด 3 ถึง 10 เมล็ด รูปรีแบน ขยายพันธุ์ โดยเมล็ด ประโยชน์ เนื้อไม้ แข็งเหนียว สีน้ำตาลแดง ใช้ทำสิ่งก่อสร้างที่ต้องรับน้ำหนักมากๆ ทำด้ามเครื่องมือการเกษตร แก่น ให้น้ำฝาดใช้ฟอกหนัง และให้สีน้ำตาลสำหรับย้อมผ้า ก้อนสีเสียด เป็นยาสมาน อย่างแรง แก้โรคท้องร่วง บิด แก้ไข้จับสั่น แก้ไอ รักษาแผลในลำคอ เหงือก ลิ้น และฟัน
เผยแพร่เมื่อ 30-08-2019 ผู้เช้าชม 5,320
1. ยุคสถาปนาเมืองและกำเนิดหลักเมืองโบราณ (ราวพุทธศตวรรษที่ 19–20) จากหลักฐานทางโบราณคดีของกรมศิลปากร สันนิษฐานว่า “หลักเมืองกำแพงเพชร” มีความเกี่ยวข้องกับการวางผังเมืองกำแพงเพชรในสมัยสุโขทัย ราวพุทธศตวรรษที่ 19–20 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการก่อสร้างวัดพระแก้ว กำแพงเมือง และศาสนสถานสำคัญภายในเขตเมืองชากังราวตัวเสาหลักเมืองดั้งเดิมเป็น “เสาศิลาแลง” ทรงกระบอก ปักอยู่บริเวณด้านเหนือของวัดพระแก้ว ภายในเขตกำแพงเมืองเก่า โดยพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นศูนย์กลางการปกครองและประกอบพิธีกรรมของเมืองในสมัยสุโขทัย แม้จะยังไม่พบหลักฐานจารึกที่ระบุปีการสร้างอย่างชัดเจน แต่จากรูปแบบผังเมืองและตำแหน่งที่ตั้ง นักโบราณคดีส่วนหนึ่งสันนิษฐานว่า หลักเมืองแห่งนี้อาจสร้างขึ้นในช่วงเดียวกับการพัฒนาเมืองกำแพงเพชรให้เป็น “เมืองลูกหลวง” ของอาณาจักรสุโขทัย ในระยะต่อมา ได้มีการสร้าง “เศียรเทพารักษ์” ประดิษฐานเหนือเสาหลักเมือง ตามคติความเชื่อเรื่องเทพผู้คุ้มครองบ้านเมือง ซึ่งเป็นคติที่พบในเมืองสำคัญหลายแห่งของไทย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
รายงานสำรวจโบราณสถานเมืองกำแพงเพชร กรมศิลปากร
ฐานข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวชุมชน CBT Thailand
เอกสารประกอบการขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้เช้าชม 21
นุชนิยม (อักษรโรมัน NUJANIYAMA) เป็นสกุลพระราชทาน ลำดับที่ 4787 ในรัชสมัยองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้ขอพระราชทานนามสกุลคือ พระกำแหงสงคราม (ฤกษ์ นุชนิยม) กรมการพิเศษ จังหวัดลำปาง ตอนที่ขอพระราชทานนามสกุลนั้น พระกำแหงสงคราม ได้ขอไปให้ใช้คำว่า “ราม” นำหน้า แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เห็นว่ามีผู้ใช้คำนำหน้า “ราม” แล้วหลายสกุล กอปรกับเห็นว่า พระกำแหงสงครามได้ทำคุณงามความดีให้กับแผ่นดิน ในการปราบศึกฮ่อ ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 และมีเชื้อสายของพระยารามรณรงค์สงคราม (นุช)
เผยแพร่เมื่อ 03-03-2020 ผู้เช้าชม 7,607
หากมีผู้ใดถามนักสะสมพระเครื่องทั่วประเทศว่า พระกรุใดได้รับการยกย่องสูงสุดองค์หนึ่งของสยาม ชื่อของพระกำแพงซุ้มกอย่อมถูกกล่าวถึงเป็นลำดับแรกเสมอ พระพิมพ์เนื้อดินองค์เล็กจากผืนดินฝั่งนครชุม จังหวัดกำแพงเพชร ได้สร้างทั้งศรัทธา ความเชื่อ เรื่องเล่า และประวัติศาสตร์ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพระเครื่องไทยมานานกว่าร้อยปี
เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้เช้าชม 8
