ชากังราว: เมืองที่หายไป

ชากังราว: เมืองที่หายไป

เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้ชม 57

[16.4202896, 99.170579, ชากังราว: เมืองที่หายไป]

กำเนิดชื่อ "ชากังราว"
      มีข้อวิเคราะห์ความหมายของคำว่า "ชากังราว" ที่ได้รับการยอมรับในแวดวงวิชาการ ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือรายงานการสัมมนาประวัติศาสตร์เมืองกำแพงเพชร โดยวิทยาลัยครูกำแพงเพชร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527 ซึ่งเป็นการให้คำอธิบายโดย อาจารย์จำปา เยื้องเจริญ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษามอญโบราณของกรมศิลปากร
บทคัดลอกจากเอกสารระบุไว้ดังนี้:
“...‘ชากังราว’ เป็นภาษามอญ มีคำสามคำประสมกัน ถ้าแยกคำทั้ง 3 คำออกจากกัน แต่ละคำจะมีความหมายดังนี้
‘ชา’ มาจากคำควบกล้ำ ‘ผชา’ แปลว่า ‘ตลาด’
‘กัง’ แปลว่า ‘ด่าน’
ส่วน ‘ราว’ แปลว่า ‘หนทาง’
‘ชากังราว’ คือ ‘เมืองด่าน ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยตลาดและหนทางซึ่งอาจเป็นชุมทางหรืออะไรก็ได้’...”

ชากังราวในหลักฐานโบราณ
      ชื่อ "ชากังราว" หรือ "ซากังราว" ปรากฏอยู่ในเอกสารชั้นต้นและศิลาจารึกโบราณหลายแห่ง โดยเป็นชื่อของเมืองโบราณที่มีความสำคัญในฐานะเมืองยุทธศาสตร์ช่วงรอยต่อระหว่างอาณาจักรสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่กล่าวถึงชื่อเมืองชากังราว คือ จารึกวัดเขาสุมนกูฏ (สท.9) ซึ่งมีศักราชตรงกับ พ.ศ. 1911 ในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) โดยปรากฏชื่อเมืองชากังราวในฐานะเมืองหนึ่งภายใต้อำนาจของอาณาจักรสุโขทัย
ต่อมา ชื่อ "ซากังราว" ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ หลายครั้ง โดยเฉพาะในเหตุการณ์ทางทหารสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น
จุลศักราช 735 (พ.ศ. 1916) “ศักราช 735 ฉลูศก เสดจไปเมิองซากังราว แลพญาไสแก้ว แลพญาคำแหงเจ้าเมืองซากังราวออกต่อรบ...”
จุลศักราช 740 (พ.ศ. 1921) “ศักราช 740 เมเมียศก เสดจไปเมืองซากังราวเล่า ครั้งนั้นพระมหาธรรมราชาออกถวายบังคม”
จุลศักราช 750 (พ.ศ. 1931) “ศักราช 750 มะโรงศก... เสดจไปเมืองซากังราวเล่า ครั้งนั้นสมเดจพระบรมราชาธิราชเจ้าทรงพระประชวรหนก...”
จุลศักราช 813 (พ.ศ. 1994) “ศักราช 813 มะแมศก มหาราชมาเอาเมืองซากังราวได้ แล้วจึงมาเอาเมืองสุกโขใทย...” หลังจากช่วงเวลาดังกล่าว ชื่อ “ซากังราว” ค่อย ๆ ลดบทบาทลงในเอกสารราชการและพงศาวดารในยุคหลัง

เมื่อชื่อ "กำแพงเพชร" ปรากฏขึ้น
      แม้ว่าชื่อ “ชากังราว” จะปรากฏในหลักฐานเก่าแก่ตั้งแต่ พ.ศ. 1911 แต่ชื่อ “กำแพงเพชร” เองก็ไม่ได้เป็นชื่อที่เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยหลังเช่นกัน ข้อมูลจากฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีสำคัญในประเทศไทย และข้อมูลประวัติศาสตร์ของอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ระบุว่า ชื่อ “กำแพงเพชร” ปรากฏอยู่แล้วในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 38 หรือที่เรียกกันว่า “จารึกกฎหมายลักษณะโจร” ซึ่งมีศักราชราว พ.ศ. 1940 โดยกล่าวถึงการขึ้นเสวยราชสมบัติที่เมืองกำแพงเพชร และใช้ชื่อเมืองในรูปแบบราชการว่า
“กำแพงเพชรบุรีศรีวิมลาสน์” รวมถึงปรากฏชื่ออีกรูปแบบหนึ่งว่า “พชรบุรีศรีกำแพงเพชร”
      หลักฐานดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นหนึ่งในหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่แสดงให้เห็นว่า ชื่อ “กำแพงเพชร” ถูกใช้ในระดับการปกครองและราชการแล้วในช่วงปลายสมัยสุโขทัย เมื่อเปรียบเทียบศักราชของหลักฐานทั้งสองชุด จะพบว่า พ.ศ. 1911 ปรากฏชื่อ “ชากังราว” พ.ศ. 1940 ปรากฏชื่อ “กำแพงเพชรบุรีศรีวิมลาสน์” ซึ่งห่างกันเพียงประมาณ 29 ปีเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีเอกสารบางฉบับที่ใช้คำเรียกร่วมกันว่า
     “ชากังราวกำแพงเพชร” สะท้อนให้เห็นว่าในความรับรู้ของผู้เรียบเรียงเอกสารบางยุคสมัย ชื่อทั้งสองอาจมีความสัมพันธ์กันอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้จะพบหลักฐานการใช้ชื่อ “กำแพงเพชร” ตั้งแต่ราว พ.ศ. 1940 แล้ว แต่ในปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานชั้นต้นที่ระบุโดยตรงว่า “เมืองชากังราวถูกเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองกำแพงเพชร” ไม่ว่าจะในรูปแบบพระราชโองการ จารึก กฎหมาย หรือเอกสารประกาศทางการที่กล่าวถึงการเปลี่ยนชื่อเมืองโดยตรง
ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างชื่อ “ชากังราว” และ “กำแพงเพชร” จึงยังเป็นประเด็นที่นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีศึกษากันอย่างต่อเนื่อง เพราะแม้ทั้งสองชื่อจะมีหลักฐานรองรับอยู่จริง แต่จุดเชื่อมต่อระหว่างชื่อทั้งสองยังไม่ปรากฏอย่างชัดเจนในหลักฐานที่ค้นพบในปัจจุบัน

ปริศนาที่ยังไร้ข้อยุติ: เมืองชากังราวอยู่ที่ไหน?แม้ว่าชื่อ “ชากังราว” จะปรากฏอยู่ในหลักฐานชั้นต้นอย่างชัดเจน แต่ตำแหน่งที่ตั้งของเมืองกลับยังเป็นประเด็นถกเถียงในวงวิชาการมานานกว่าศตวรรษ
      แนวคิดที่ 1: ชากังราว คือ เมืองสวรรคโลก เป็นพระราชวินิจฉัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชนิพนธ์ เที่ยวเมืองพระร่วง เมื่อ พ.ศ. 2451 โดยทรงเห็นว่าชากังราวน่าจะเป็นเมืองเดียวกับสวรรคโลก
      แนวคิดที่ 2: ชากังราว คือ เมืองกำแพงเพชร หรือเมืองนครชุม เป็นพระวินิจฉัยของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งทรงเสนอไว้ใน พ.ศ. 2457 โดยทรงอธิบายว่าเมืองชากังราวตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง หรืออาจเป็นเมืองเดียวกับนครชุม อย่างไรก็ตาม ในพระนิพนธ์ของพระองค์กลับปรากฏคำอธิบายที่ไม่สอดคล้องกันเกี่ยวกับตำแหน่งของเมืองชากังราว บางแห่งระบุว่าชากังราวอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ขณะที่บางแห่งอธิบายว่าเมืองกำแพงเพชรในปัจจุบันสร้างขึ้นตรงข้ามกับเมืองชากังราวเดิม ความไม่สอดคล้องดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่นักวิชาการรุ่นหลังนำมาตรวจสอบและอภิปรายต่อเนื่อง เนื่องจากเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลจากศิลาจารึกนครชุมแล้ว ยังไม่สามารถอธิบายตำแหน่งของเมืองชากังราวได้อย่างลงตัว
      แนวคิดที่ 3: ชากังราว คือ เมืองพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นข้อเสนอของ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ซึ่งวิเคราะห์จากลำดับรายชื่อเมืองในจารึกสุโขทัย เส้นทางการเดินทัพ และตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของเมืองต่าง ๆ ที่ปรากฏในหลักฐานร่วมสมัย ข้อเสนอดังกล่าวชี้ว่า เมืองชากังราวอาจไม่ได้อยู่บริเวณกำแพงเพชรเลย แต่ควรอยู่ระหว่างเมืองทุ่งยั้งกับเมืองสองแคว ซึ่งสอดคล้องกับพื้นที่เมืองพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ มากกว่า

จากเรื่องเล่าสู่ปริศนา: คำถามที่ยังรอคำตอบ
      ​หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏยืนยันได้ว่า ทั้งชื่อ “ชากังราว” และ “กำแพงเพชร” ต่างมีตัวตนอยู่จริงในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมสมัย โดยมีรอยต่อที่ใกล้ชิดกันอย่างยิ่ง ​พ.ศ. 1911: ปรากฏชื่อ “ชากังราว” ในจารึกวัดเขาสุมนกูฏ ​พ.ศ. 1940: ปรากฏชื่อ “กำแพงเพชรบุรีศรีวิมลาสน์” ในจารึกกฎหมายลักษณะโจร
​ช่วงเวลาที่ห่างกันเพียง 29 ปีนี้ กลายเป็นปมปริศนาชิ้นโต เพราะจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานชิ้นใดระบุตรง ๆ ว่า "มีการสั่งเปลี่ยนชื่อเมืองชากังราวเป็นกำแพงเพชร" ​ความคลุมเครือนี้จึงเปิดกว้างให้เกิดการตีความอันน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็นข้อสันนิษฐานว่าทั้งสองคือเมืองเดียวกันที่เปลี่ยนชื่อตามยุทธศาสตร์, เป็นเมืองแฝดที่ตั้งอยู่คู่ขนานกันคนละฝั่งน้ำ, หรืออาจเป็นเมืองคนละแห่งที่อยู่ห่างออกไปอย่างเมืองพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์
​      แต่ไม่ว่าในอดีต “ชากังราว” และ “กำแพงเพชร” จะมีความสัมพันธ์กันในลักษณะใด จะเป็นเมืองคู่ขนานหรือผืนแผ่นดินเดียวกัน... ในท้ายที่สุด สายธารแห่งกาลเวลาก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อตรง ด้วยการหลอมรวมและสลัดชื่อ "ชากังราว" ให้ค่อย ๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ราชการ ทิ้งไว้เพียงชื่อ "กำแพงเพชร" ที่ยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งมาจนถึงปัจจุบัน ​ทว่า ชื่อที่หายไปกลับไม่ได้ตายจาก... มันยังคงทำหน้าที่เป็น "คำบอกเล่า" ที่คนโบราณแอบกระซิบส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นในฐานะรากเหง้าดั้งเดิม และยังคงเป็นปริศนาคลาสสิกที่รอคอยให้นักโบราณคดีรุ่นหลังออกเดินทางตามหา "ความจริง" ใต้ผืนดินกันต่อไป

คำสำคัญ : พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ชากังราว กำแพงเพชร

ที่มา : สำนักข่าวกาขาว

รวบรวมและจัดทำข้อมูล : กาญจนา จันทร์สิงห์


สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มาหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2569). ชากังราว: เมืองที่หายไป. สืบค้น 7 ตุลาคม 2569, จาก https://arit.kpru.ac.th/ap/local/?nu=pages&page_id=2422&code_db=610001&code_type=01

Facebook Twitter LINE Linkedin

PDF

https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages&page_id=2422&code_db=610001&code_type=01

Google search

Mic

ตำนานท้าวแสนปม: รอยจารึกแห่งเมืองไตรตรึงษ์ เทพนคร อยุธยา

ตำนานท้าวแสนปม: รอยจารึกแห่งเมืองไตรตรึงษ์ เทพนคร อยุธยา

หากจะเอ่ยถึงนิทานพื้นบ้านไทยที่มีความซับซ้อน แฝงไปด้วยเงื่อนปมทางประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์วิทยา และการเมืองโบราณมากที่สุดเรื่องหนึ่ง คงไม่มีใครปฏิเสธชื่อของ “ตำนานท้าวแสนปม” เรื่องราวที่ดูเผิน ๆ เหมือนนิทานจักร ๆ วงศ์ ๆ ทั่วไป แต่หากพินิจเลาะกะเทาะเปลือกนอกออกทีละชั้น จะพบร่องรอยประวัติศาสตร์การสร้างบ้านแปงเมืองของชนชาติไทย-สยาม และการเปลี่ยนผ่านอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ก่อกำเนิดราชธานีศรีอยุธยา

เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้เช้าชม 66

นครไตรตรึงษ์ เมืองโบราณ ต้นกำเนิดอาณาจักรอยุธยา

นครไตรตรึงษ์ เมืองโบราณ ต้นกำเนิดอาณาจักรอยุธยา

เมืองไตรตรึงษ์เป็นอีกหนึ่งชุมชนโบราณที่มีการตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณริมแม่น้ำปิงตอนล่างที่มีลักษณะใกล้เคียงกับการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณบริเวณภาคกลางในวัฒนธรรมทวารวดี คือ ตั้งถิ่นฐานใกล้แหล่งน้ำมีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ 1-3 ชั้น ผังเมืองจะมีรูปร่างแตกต่างกันไป แต่มักจะขนานกับทางน้ำ เมื่อพิจารณาร่วมกับหลักฐานทางด้านเอกสารประวัติศาสตร์อย่างตำนานจามเทวีที่กล่าวถึงช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 พระนางจามเทวีกษัตริย์แห่งเมืองละโว้ได้อพยพผู้คนจากเมืองละโว้ขึ้นมาเมืองหริภุญชัย โดยใช้เส้นทางแม่น้ำปิงเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานประเภทโบราณวัตถุที่พบมีความคล้ายคลึงกับโบราณวัตถุที่พบในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อาทิ ตะเกียงดินเผา ลูกปัดแก้ว หรือ ลูกปัดหินเป็นต้น

เผยแพร่เมื่อ 21-06-2022 ผู้เช้าชม 2,568

การผนวกนครรัฐกำแพงเพชรเข้าสู่อยุธยา

การผนวกนครรัฐกำแพงเพชรเข้าสู่อยุธยา

ความขัดแย้งที่นำไปสู่จุดจบของนครรัฐกำแพงเพชรในฐานะรัฐอิสระเริ่มต้นขึ้นจากเหตุการณ์ในอาณาจักรล้านนา เมื่อต้นรัชกาลพระเจ้าติโลกราชเกิดความขัดแย้งกับพระอนุชาของพระองค์เอง เจ้าเมืองเทิงจึงถือโอกาสลอบส่งหนังสือไปชักชวนสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 แห่งอยุธยาให้ยกทัพขึ้นไปยึดครองล้านนาเสียเลย เหตุการณ์นี้นำไปสู่สงครามตีเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 1985/1986 ซึ่งนครรัฐกำแพงเพชรและเมืองเหนืออื่นๆ ต้องส่งกำลังเข้าร่วมรบด้วย บันทึกเล่าว่าหนึ่งในพระยาผู้ปกครองเมืองถึงกับนำช้างศึกเข้าชนกับทัพช้างของเมืองพะเยา แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะได้ จนต้องให้พระยายุทธิษเฐียรแห่งสองแควยกกำลังเข้าช่วยเหลือ

เผยแพร่เมื่อ 08-09-2026 ผู้เช้าชม 32

คำขวัญเมืองนครชุม

คำขวัญเมืองนครชุม

พระบรมธาตุคู่บ้าน พระยาวชิรปราการคุ้มเมือง ป้อมทุ่งเศรษฐีลื่อเลื่อง กำแพงเพชรเมือง700ปี คลองสวนหมากเสด็จประพาส ทุ่งมหาราชบทประพันธ์ดี หลวงพ่ออุโมงค์เป็นศักดิ์ศรี คนดีศรีเมืองนครชุม

เผยแพร่เมื่อ 21-01-2020 ผู้เช้าชม 4,102

พระพุทธสิหิงค์กับกษัตริย์กำแพงเพชร

พระพุทธสิหิงค์กับกษัตริย์กำแพงเพชร

เรื่องราวของนครรัฐกำแพงเพชรในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ปรากฏผ่านหลักฐานประเภทตำนานเป็นหลัก โดยเฉพาะตำนานที่ผูกโยงกับพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งซึ่งมีชื่อว่า "พระพุทธสิหิงค์" ตำนานที่บันทึกเรื่องนี้ไว้มีอยู่หลายฉบับ ฉบับที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดคือ ตำนานพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 นอกจากนี้ยังมีพงศาวดารสำคัญอีกสองฉบับที่บันทึกเรื่องราวใกล้เคียงกัน คือ ชินกาลมาลีปกรณ์ และ รัตนพิมพวงษ์ ซึ่งทั้งสองฉบับสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 21 แม้จะเขียนขึ้นในเวลาต่างกัน แต่เนื้อหาของทั้งสามฉบับก็มีความใกล้เคียงกันมาก

เผยแพร่เมื่อ 08-09-2026 ผู้เช้าชม 37

กษัตริย์เมืองกำแพงเพชรในสมัยทวารวดี

กษัตริย์เมืองกำแพงเพชรในสมัยทวารวดี

ในหนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลกัษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดกำแพงเพชร หน้า 31 ได้กล่าวถึง เมืองโบราณบริเวณลุ่มแม่น้ำปิง ซึ่งมีการค้นพบและพอมีหลักฐานยืนยันได้ว่าเป็นเมืองเก่าแก่มาช้านาน คือ เมืองแปบ เมืองเทพนคร เมืองไตรตรึงษ์ เมืองพาน เมืองคณฑี เมืองนครชุม เมืองชากังราว เมืองพังคา เมืองโกสัมพี เมืองรอ เมืองแสนตอ เมืองพงชังชา และบ้านคลองเมือง ซึ่งล้วนตั้งอยู่อาณาเขตจังหวัดกำแพงเพชรทั้งสิ้น และในหนังสือเรื่องเล่มเดียวกันนั้นในหน้า 37-38 ได้กล่าวถึงเมือง 2 เมืองว่าเป็นเมืองในสมัยทวารวดี คือเมืองไตรตรึงษ์ และเมืองโบราณที่บ้านคลองเมือง

เผยแพร่เมื่อ 18-02-2020 ผู้เช้าชม 6,625

ตำนานหลวงพ่อเพชร วัดบาง เมืองกำแพงเพชร ถอดรหัส พระพี่พระน้องแห่งสายน้ำ

ตำนานหลวงพ่อเพชร วัดบาง เมืองกำแพงเพชร ถอดรหัส พระพี่พระน้องแห่งสายน้ำ

ท่ามกลางมรดกอารยธรรมสุโขทัยและโบราณสถานศิลาแลงอันโดดเด่นของเมืองกำแพงเพชรยังมีศูนย์รวมศรัทธาอีกแห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในเขตเมือง นั่นคือวัดบาง วัดราษฎร์ในตำบลในเมืองอำเภอเมืองกำแพงเพชร ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อเพชร”
พระพุทธรูปสำริดที่ชาวกำแพงเพชรเคารพนับถือในฐานะพระพุทธรูปสำคัญของเมืองวัดบางมีสถานะเป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ข้อมูลทะเบียนวัดระบุว่าตั้งวัดเมื่อ พ.ศ.2420 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2430

เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้เช้าชม 58

เมืองไตรตรึงษ์สมัยรัตนโกสินทร์

เมืองไตรตรึงษ์สมัยรัตนโกสินทร์

มีหลักฐานจากการตรวจค้นและศึกษาข้อมูลของจิตร์ ภูมิศักดิ์ ได้พบว่าเมืองไตรตรึงษ์ยังคงมีสภาพเป็นบ้านเมืองแต่อาจลดขนาดเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ ต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ดังหลักฐานที่พบรายชื่อเมืองในจารึกวัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์) ซึ่งจารึกไว้ในคราวซ่อมแซมวัดครั้งใหญ่ระหว่าง พ.ศ. 2374-2381 สมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีใบบอกเมืองขึ้นของเมืองกำแพงเพชร (เมืองโท) ว่ามี 5 เมือง คือ   เมืองโกสามพิน 1 (น่าจะหมายถึงเมืองโกสัมพี) เมืองบงการบุรี 1 (ไม่รู้ว่าเป็นเมืองใด) เมืองโบราณราช 1 (ไม่รู้ว่าเป็นเมืองใด) เมืองนาถบุรี 1 (ไม่รู้ว่าเป็นเมืองใด) เมืองไตรตรึงษ์ 1

เผยแพร่เมื่อ 02-03-2020 ผู้เช้าชม 1,632

ส่างหม่องมีตัวตนจริงๆ ที่บ้านปากคลอง

ส่างหม่องมีตัวตนจริงๆ ที่บ้านปากคลอง

ส่างหม่องเป็นชาวไทยใหญ่มาจากเมืองกุกกิก ประเทศพม่า เป็นคหบดี หรือมหาเศรษฐี ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นผู้มีการศึกษาดี มีชีวิตที่ทันสมัยเหมือนชาวตะวันตก ได้เดินทางมาอยู่คลองสวนหมากในสมัยเดียวกับพะโป้ ได้เข้ามาประกอบอาชีพการทำป่าไม้ ในราวพศ. ๒๔๒๐ และได้สมรสกับนางฝอยทอง มีบุตรธิดา ๔ คน เมื่อนางฝอยทองเสียชีวิตลง ส่างหม่องจึงได้แต่งงานใหม่กับนางเฮียงสาวชาวลาวเวียงจันทน์ที่อพยพมาอยู่คลองสวนหมาก และได้ย้ายมาปลูกบ้านเรือนไทยปั้นหยาห่างจากบ้านหลังเดิมเล็กน้อย ส่

เผยแพร่เมื่อ 20-04-2020 ผู้เช้าชม 7,366

เมืองไตรตรึงษ์ตามพงศาวดารโยนก

เมืองไตรตรึงษ์ตามพงศาวดารโยนก

พงศาวดารโยนกได้กล่าวว่า เมื่อพระเจ้าพรหมกุมารแห่งเมืองโยนกนาคพันธุ์ได้ทรงขับไล่พวกขอมออกจากแคว้นโยนกได้แล้วก็ยกกองทัพไล่ติดตามตีพวกขอมไปอีกนับเดือนและตีบ้านเมืองในแคว้นลวะรัฐได้อีกหลายตำบล โดยยกพลไปถึงท้องที่ใดก็เข้าตีถึงเมืองนั้น ร้อนถึงองค์อัมรินทร์ทรงเห็นว่าเจ้าพรหมกุมารได้ไล่ฆ่าขอมและผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก จำต้องช่วยป้องกันชีวิตมนุษย์เอาไว้ให้พ้นจากการถูกฆ่าฟันจึงตรัสให้พระวิษณุกรรมเทวบุตร ลงไปเนรมิตกำแพงเมืองเป็นศิลาขวางกั้นเส้นทางที่เจ้าพรหมกุมารจะเดินทัพต่อไป ด้วยพลังแห่งเทวนุภาพนั้นทำให้เจ้าพรหมไม่สามารถเดินทัพต่อไปได้ จึงหยุดยั้งตั้งทัพอยู่เพียงเมืองนั้นเอง และให้ชื่อเมืองนั้นว่า กำแพงเพชร 

เผยแพร่เมื่อ 02-03-2020 ผู้เช้าชม 2,981