![]()
กำเนิดพระซุ้มกอ: พุทธศิลป์สุโขทัย ตำนานแห่งศรัทธานครชุม
เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้ชม 118
[16.4202896, 99.170579, กำเนิดพระซุ้มกอ: พุทธศิลป์สุโขทัย ตำนานแห่งศรัทธานครชุม]
ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา พระกำแพงซุ้มกอไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะโบราณวัตถุหรือพระพิมพ์ทางศิลปกรรมเท่านั้น หากยังเป็นศูนย์รวมของตำนาน มุขปาฐะ และคติความเชื่อที่สืบทอดกันมาในหมู่ผู้ศรัทธาและนักสะสมพระเครื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในพระกรุที่มีเรื่องราวประกอบมากที่สุดของประเทศไทย
นครชุมและหลักฐานทางประวัติศาสตร์
นครชุมเป็นเมืองโบราณสำคัญที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง ตรงข้ามเมืองกำแพงเพชร ปรากฏหลักฐานความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยเฉพาะในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไท) หลักฐานสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งคือ จารึกนครชุม (จารึกหลักที่ 3) ซึ่งสร้างขึ้นราว พ.ศ. 1900 เนื้อหาในจารึกกล่าวถึงการสถาปนาพระบรมธาตุและพระศรีมหาโพธิ ณ เมืองนครชุม อันสะท้อนถึงความสำคัญของเมืองแห่งนี้ในฐานะศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแห่งหนึ่งของอาณาจักรสุโขทัย
ในจารึกปรากฏข้อความตอนหนึ่งว่า
"...พระมหาธรรมราชาธิราช หากเอาพระศรีมหาโพธิอันนี้แต่ลังกาทวีปมาปลูกไว้ที่นี้... พระมหาธรรมราชาธิราช หากเอาพระบรมธาตุอันนี้แต่ลังกาทวีปมาสถาปนาไว้ในเมืองนครชุมนี้..." (คัดบางตอนจากคำอ่านจารึกนครชุม ด้านที่ 1) ข้อความดังกล่าวมีความหมายว่า พระมหาธรรมราชาที่ 1 ทรงอัญเชิญทั้งหน่อพระศรีมหาโพธิและพระบรมสารีริกธาตุจากลังกาทวีปมาประดิษฐาน ณ เมืองนครชุม เพื่อให้เป็นพุทธบูชาและเป็นศูนย์รวมศรัทธาของผู้คนในแผ่นดินสุโขทัย แม้จารึกนครชุมจะมิได้กล่าวถึงพระกำแพงซุ้มกอโดยตรง แต่ข้อความเพียงไม่กี่บรรทัดนี้ก็ช่วยให้เห็นภาพว่า นครชุมมิใช่เพียงเมืองหน้าด่านริมแม่น้ำปิง หากเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการอุปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์ และเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญของยุคสมัย
บริเวณวัดพระบรมธาตุนครชุมและพื้นที่โดยรอบนี้เอง ที่ต่อมาได้กลายเป็นแหล่งค้นพบพระกรุจำนวนมาก รวมถึงพระกำแพงซุ้มกอ อันเป็นพระพิมพ์ที่ได้รับการยกย่องสูงสุดองค์หนึ่งในวงการพระเครื่องไทย
การค้นพบพระกรุนครชุม
พระกำแพงซุ้มกอเป็นหนึ่งในพระพิมพ์สำคัญที่ค้นพบจากกรุโบราณบริเวณวัดพระบรมธาตุนครชุมและพื้นที่ใกล้เคียง โดยการค้นพบพระกรุในพื้นที่กำแพงเพชรตลอดช่วงรัตนโกสินทร์ทำให้เกิดการศึกษาพระพิมพ์สกุลกำแพงเพชรอย่างกว้างขวาง ในวงการพระเครื่องมีเรื่องเล่าสืบทอดกันว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เคยเดินทางมายังนครชุมและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบูรณะพระบรมธาตุนครชุม รวมถึงการค้นพบพระกรุบางส่วน อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังไม่ปรากฏหลักฐานร่วมสมัยที่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน จึงควรพิจารณาในฐานะตำนานท้องถิ่นและมุขปาฐะประกอบการศึกษา
ลักษณะพุทธศิลป์ของพระซุ้มกอ
พระกำแพงซุ้มกอเป็นพระพิมพ์ปางสมาธิ ประทับนั่งเหนือฐานบัว ภายในซุ้มเรือนแก้วที่มีลักษณะอ่อนช้อยตามแบบศิลปะสุโขทัย องค์พระมีสัดส่วนสมดุล สงบนิ่ง และเปี่ยมด้วยพลังทางศิลปกรรมนักประวัติศาสตร์ศิลปะจำนวนมากยกย่องว่าพระกำแพงซุ้มกอเป็นหนึ่งในพระพิมพ์ที่สะท้อนอุดมคติความงามแบบสุโขทัยได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด ทั้งในด้านสัดส่วน องค์ประกอบ และความอ่อนโยนของรูปทรง ชื่อ "ซุ้มกอ" เป็นชื่อที่นักสะสมพระเครื่องใช้เรียกในภายหลัง โดยเชื่อว่ามาจากลักษณะซุ้มเรือนแก้วที่มีรูปทรงคล้ายตัวอักษร "ก"
ลักษณะเนื้อพระและกรรมวิธีการสร้าง
พระซุ้มกอสร้างจากเนื้อดินเผาที่ผ่านการกดพิมพ์จากแม่พิมพ์ ก่อนนำไปเผาด้วยความร้อนจนเกิดความแข็งแกร่ง อุณหภูมิที่แตกต่างกันในการเผาส่งผลให้สีเนื้อพระมีความหลากหลาย เช่น สีส้ม สีแดง สีน้ำตาล และสีเขียวอมเทา ด้านหลังขององค์พระมักปรากฏร่องรอยการกดแต่งเนื้อและลายนิ้วมือ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในลักษณะที่นักสะสมใช้ประกอบการศึกษาพระกรุแต่ละองค์ในวงการพระกรุมีคำเรียกเฉพาะสำหรับลักษณะบางประการของเนื้อพระ เช่น "ว่านดอกมะขาม" สำหรับจุดสีแดงเล็ก ๆ ที่ปรากฏในเนื้อพระ และ "รารัก" หรือ "ราดำ" สำหรับคราบสีดำที่พบในบางองค์ อย่างไรก็ตาม คำเรียกเหล่านี้เป็นศัพท์เฉพาะในวงการพระเครื่อง และยังไม่มีข้อยุติทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับที่มาของลักษณะดังกล่าว
มุขปาฐะ ตำนานลานเงิน และความเชื่อสืบทอด
นอกเหนือจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีแล้ว พระกำแพงซุ้มกอยังมีมิติทางวัฒนธรรมที่สำคัญ คือ มุขปาฐะและคำบอกเล่าที่สืบทอดกันมาในหมู่ผู้ศรัทธาเรื่องเล่าที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดคือ ตำนานแผ่นลานเงินนครชุม ซึ่งตามสำเนาและคำบอกเล่าที่เผยแพร่ในวงการพระเครื่อง ระบุถึงการสร้างพระพิมพ์โดยคณะฤๅษี การใช้เกสรดอกไม้ ว่านยา และมวลสารศักดิ์สิทธิ์จำนวนมาก ตลอดจนพิธีกรรมปลุกเสกตามคติความเชื่อโบราณ
ตำนานฤๅษีผู้สร้างพระ
ตามมุขปาฐะและสำเนาข้อความลานเงินที่เผยแพร่ในวงการพระเครื่องกำแพงเพชร มีเรื่องเล่าสืบทอดกันว่า พระกำแพงซุ้มกอมิได้เกิดจากการสร้างโดยช่างหลวงเพียงอย่างเดียว หากมีคณะฤๅษีผู้ทรงวิทยาคุณร่วมประกอบพิธีสร้างและปลุกเสกพระพิมพ์ รายละเอียดของตำนานมีความแตกต่างกันไปในแต่ละสำนวน บางสำนวนกล่าวถึงคณะฤๅษี 11 ตน ขณะที่บางสำนวนกล่าวถึงฤๅษีเพียงไม่กี่ตน โดยรายนามที่ปรากฏบ่อยในคำบอกเล่า ได้แก่ ฤๅษีพิลาลัย ฤๅษีพิจิตร และฤๅษีไปยาทิพย์ เป็นต้น
ในข้อความที่มีการเผยแพร่กันในวงการพระเครื่อง มีการอ้างถึงข้อความลักษณะว่า
"...ฤๅษี 11 ตน มีฤๅษีพิจิตรร่วมใจเป็นประธาน... ทำด้วยนวสารมีเกสรดอกไม้ 108 และว่านยาต่าง ๆ บดให้ละเอียดผสมด้วยเวทมนตร์คาถา..."
และอีกตอนหนึ่งว่า
"...ถ้าผู้ใดได้พบพระพิมพ์นี้แล้ว ให้เอาเกสรดอกไม้ 108 นวสารมาบดให้ละเอียด... เอาศาสตราจับแช่น้ำมนต์... เสกด้วยมนต์คาถาตามกำลัง... ผู้นั้นจะมีอานุภาพมาก ภัยอันตรายใด ๆ ก็ไม่สามารถกล้ำกรายได้เลย..."
ข้อความดังกล่าวเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของความเชื่อเรื่องมวลสารศักดิ์สิทธิ์ การปลุกเสก และพุทธคุณของพระกำแพงซุ้มกอที่สืบทอดต่อกันมาในหมู่ผู้ศรัทธาและนักสะสม
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีข้อยุติทางวิชาการเกี่ยวกับต้นฉบับและที่มาของข้อความดังกล่าว นักวิชาการจำนวนมากจึงจัดเรื่องราวเกี่ยวกับคณะฤๅษีไว้ในกลุ่มตำนานและมุขปาฐะที่สะท้อนความเชื่อของชุมชน มากกว่าจะใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์โดยตรง
นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อเชื่อมโยงพระกำแพงซุ้มกอกับบริเวณ "ทุ่งเศรษฐี" ซึ่งเป็นชื่อที่ปรากฏในคำบอกเล่าของคนท้องถิ่นเกี่ยวกับพื้นที่ค้นพบพระกรุบางส่วน อันเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความมั่งคั่งและโชคลาภของพระพิมพ์ชนิดนี้
คำกล่าว "มีกูไว้ไม่จน"
หนึ่งในมุขปาฐะที่มีชื่อเสียงที่สุดเกี่ยวกับพระกำแพงซุ้มกอ คือคำกล่าวว่า
"มีกูไว้ไม่จน"
หรือในสำนวนที่พบในวงการพระเครื่องบางสายว่า
"มึงมีกูไว้ไม่จน"
คำกล่าวดังกล่าวได้รับการถ่ายทอดกันอย่างกว้างขวางในหมู่นักสะสมและผู้ศรัทธา จนกลายเป็นคำขวัญประจำพระกำแพงซุ้มกอในความรับรู้ของสังคมไทย
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลที่เผยแพร่ในปัจจุบัน ยังไม่พบว่าคำกล่าวดังกล่าวปรากฏอยู่ในจารึกนครชุม ศิลาจารึกสมัยสุโขทัย หรือข้อความจากแผ่นลานเงินที่มีการถอดความเผยแพร่กันนักวิชาการและนักสะสมพระจำนวนมากจึงเห็นตรงกันว่า คำกล่าวนี้น่าจะเกิดขึ้นในยุคหลังจากประสบการณ์ ความศรัทธา และการตีความพุทธคุณของผู้ครอบครองพระกำแพงซุ้มกอ ซึ่งเชื่อกันว่าเด่นด้านเมตตามหานิยม โชคลาภ ความเจริญรุ่งเรือง และความสำเร็จในการดำเนินชีวิต
บทสรุป
พระกำแพงซุ้มกอเป็นพระกรุสำคัญที่สะท้อนความรุ่งเรืองของพุทธศิลป์สมัยสุโขทัย และความสำคัญของนครชุมในฐานะศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแห่งหนึ่งของอาณาจักรสุโขทัย ขณะเดียวกัน พระกำแพงซุ้มกอยังเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมที่ประกอบด้วยตำนาน มุขปาฐะ และคติความเชื่อที่สืบทอดต่อเนื่องกันมาหลายชั่วอายุคน ทั้งเรื่องคณะฤๅษีผู้สร้างพระ ตำนานแผ่นลานเงิน พุทธคุณ และคำกล่าว "มีกูไว้ไม่จน" ซึ่งล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธาที่ผู้คนมีต่อพระพิมพ์ชนิดนี้ตลอดมา
หมายเหตุเกี่ยวกับแหล่งข้อมูล
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลหลายประเภท ทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี เอกสารที่มีการเผยแพร่ในวงการพระเครื่อง ตลอดจนมุขปาฐะและคำบอกเล่าที่สืบทอดกันมาในหมู่ผู้ศึกษาและผู้ศรัทธา เนื้อหาบางส่วน โดยเฉพาะเรื่องคณะฤๅษีผู้สร้างพระ ตำนานแผ่นลานเงิน พุทธคุณ และคำกล่าว "มีกูไว้ไม่จน" จัดอยู่ในกลุ่มข้อมูลเชิงตำนาน คติความเชื่อ หรือมุขปาฐะ ซึ่งมีคุณค่าในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมและความทรงจำร่วมของชุมชน แต่ไม่อาจถือเป็นข้อยืนยันทางประวัติศาสตร์ได้ทั้งหมด
คำสำคัญ : พระกำแพงซุ้มกอ เมืองนครชุม บรมธาตุนครชุม พระเครื่องเบญจภาคี กำแพงเพชร
ที่มา : สำนักข่าวกาขาว
รวบรวมและจัดทำข้อมูล : กาญจนา จันทร์สิงห์
สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มาหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2569). กำเนิดพระซุ้มกอ: พุทธศิลป์สุโขทัย ตำนานแห่งศรัทธานครชุม. สืบค้น 7 ตุลาคม 2569, จาก https://arit.kpru.ac.th/ap/local/?nu=pages&page_id=2407&code_db=610001&code_type=01
Google search
คำว่า ชินบัญชร นั้นแปลว่า กรง หรือ เกราะป้องกันภัยของพระพุทธเจ้า คำว่า ชิน หมายถึง พระพุทธเจ้า คำว่า บัญชร หมายถึง กรง หรือ เกราะ โดยที่เนื้อหาในคาถาในชินบัญชรนั้นจะเป็นการอัญเชิญพระพุทธเจ้าจำนวน 28 พระองค์ เริ่มตั้งแต่พระพุทธเจ้าพระนามว่าตัณหังกร เป็นต้น เดินทางลงมาสถิตอยู่ในทุกอณูของร่างกาย เพื่อเป็นการเสริมให้ตนเองนั้นมีพลังพุทธคุณให้ยิ่งใหญ่ จากนั้นจึงอัญเชิญพระอรหันต์ที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าจำนวน 80 องค์ซึ่งเป็นผู้มีบารมีธรรมที่ยิ่งใหญ่ อีกทั้งยังได้มีการอาราธนาพระสูตรอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ทรงอานุภาพในด้านต่างๆ
เผยแพร่เมื่อ 17-04-2020 ผู้เช้าชม 4,203
การสำรวจที่บ้านหนองกอง ตำบลนาบ่อคำ อำเภอเมืองกำแพงเพชร พบตะเกียงดินเผา แวดินเผา แร่ทองคำ อันเป็นที่มาของคำว่า นาบ่อคคำ พบลูกปัดแก้ว ลูกหินปัด เครื่องสำริด ตะกรัน ขี้แร่ เศษพาชนะดินเผาจำนวนมาก ส่วนการสำรวจบ้านคลองเมือง ตำบลโกสัมพี อำเภอโกสัมพีนคร พบหลักฐานเก่าก่อนประวัติศาสตร์มากมาย ตำนานเมืองโกสัมพี จังหวัดกำแพงเพชร ในพงศาวดารเหนือความว่า พระพุทธศกัราช 1002 ปี จุลศกัราช 10 ปีระกาสัมฤทธิศก มีพระยากาฬวรรณดิศราช บุตรของพระยากากะพัตรได้สวยราชสมบัติเมืองตักกะสิลามหานคร (สันนิษฐานว่าเมืองตาก)
เผยแพร่เมื่อ 18-02-2020 ผู้เช้าชม 3,058
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพรจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หรือพระพุทธเจ้าหลวงของปวงชนชาวไทย ได้เสด็จประพาสต้นหัวเมืองทางเหนือโดยมีจุดปลายปลายทางอยู่ที่เมืองกำแพงเพชร ในการเสด็จประพาสต้นในครั้งนั้นพระองค์ได้ทรงบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้ทอดพระเนตรและทรงให้บันทึกเรื่องราวเอาไว้เป็นบทพระราชนิพนธ์เสด็จประพาสต้น ซึ่งมีเนื้อเรื่องบางตอนเกี่ยวข้องกับเมืองไตรตรึงษ์ ดังข้อความดังนี้
เผยแพร่เมื่อ 02-03-2020 ผู้เช้าชม 2,017
ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย ชื่อ พระเจ้าตากสินมหาราช ผูกพันแน่นแฟ้นกับสามเมืองสำคัญ คือ เมืองตาก จันทบุรี และธนบุรีแต่ยังมีอีกเมืองหนึ่งที่ชาวบ้านภาคภูมิใจว่าเคยเป็น เมืองที่สอง ในชีวิตราชการของพระองค์ นั่นคือ กำแพงเพชรทว่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างมหาราชพระองค์นี้กับกำแพงเพชรนั้น ซับซ้อนและมีสีสันทางประวัติศาสตร์มากกว่าที่หลายคนเข้าใจ
เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้เช้าชม 54
คำกล่าวถึงพะโป้ ในวรรณกรรมทุ่งมหาราช ของครูมาลัย ชูพินิจ ดูแต่วัดพระธาตุที่ทอดทิ้งกันชำรุดทรุดโทรมมาแต่สมัยปู่ย่าตายาย ใครล่ะทำนุบำรุง ใครล่ะปฏิสังขรณ์รื้อสร้างรวมเป็นองค์เดียว แล้วยกช่อฟ้าใบระกาใหม่? ใคร? นอกจากพญาตะก่ากับพะโป้ อย่าลืมว่านั่นเป็นกะเหรี่ยงสองพี่น้อง ไม่ใช่คนไทย ไม่ใช่คนพื้นเพปากคลอง ...นี่เองพะโป้ผู้ยิ่งใหญ่ พะโป้ผู้มีคุณแก่ขาวกำแพงเพชรโดยทั่วไป และคลองสวนหมากโดยเฉพาะ พะโป้ผู้นำฉัตรทองแต่ตะโก้ง (เมืองย่างกุ้ง)มาประดิษฐาน ณ ยอดพระบรมธาตุเป็นสัญลักษณ์แห่งบวรพระพุทธศาสนา
เผยแพร่เมื่อ 16-04-2020 ผู้เช้าชม 3,580
ลำน้ำคลองสวนหมาก เกิดจากน้ำซับจากป่าอุทยานแห่งชาติคลองลานและป่าอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า ไหลลงมารวมกันเกิดลำน้ำคลองสวนหมาก สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญและมีชื่อเสียงของลำน้ำคลองสวนหมากคือ แก่งเกาะร้อย สำหรับน้ำคลองสวนหมากจะมีนักท่องเที่ยวนิยมล่องแพยางประมาณเดือน พฤศจิกายน ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลาก และมีแก่งหินเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบท้าทายลักษณะของลำคลองสวนหมากจะเป็นแก่งหินและเนินทราย มีน้ำไหลตลอดทั้งปี
เผยแพร่เมื่อ 16-04-2020 ผู้เช้าชม 5,226
เมื่อพูดต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือใช้เป็นพยานแล้ว หากผิดคำพูดเชื่อกันว่าจะส่งผลเสียต่อชีวิต เช่น เจ็บป่วยชีวิตติดขัด หรือการเงินฝืดเคือง ซึ่งความเชื่อนี้มักถูกโยงเข้ากับแนวคิดเรื่อง กรรมที่ติดตัวมา สาบานที่ไหน กับใครตามธรรมเนียมความเชื่อไทย การสาบานมักทำใน 2 ลักษณะสาบานต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระพุทธรูปในบ้านหรือวัด ศาลพระภูมิหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเองนับถือเป็นการส่วนตัว บางกรณีก็ไปสาบานที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ระดับประเทศ เช่นวัดพระแก้วและศาลหลักเมือง เพื่อเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือให้คำพูด
เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้เช้าชม 54
จุดเริ่มต้นของหน้าประวัติศาสตร์ความผันผวนเกิดขึ้นในยุคศึกสายเลือดช่วงปี พ.ศ. 1921 เมื่อ "สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1" หรือขุนหลวงพะงั่ว กษัตริย์นักรบผู้เก่งกล้าแห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงต้องการขยายอำนาจและรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียว จึงได้ทรงกรีฑาทัพขึ้นเหนือมาปิดล้อมเมือง ยุทธการครั้งนี้กินเวลานานและมีการตั้งรับอย่างเหนียวแน่น ฝ่ายอยุธยาต้องยกทัพมาล้อมถึง 4 ครั้ง จนในที่สุดพระมหาธรรมราชาที่ 2 ทรงประเมินสถานการณ์แล้วว่าหากดึงดันรบต่อไปจะเกิดความสูญเสียแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน จึงทรงตัดสินพระทัยเปิดประตูเมืองออกมายอมจำนน นับเป็นครั้งแรกที่เมืองแกร่งแห่งนี้ต้องเปลี่ยนฐานะ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สุโขทัยต้องเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มเงาอำนาจของอยุธยาอย่างเต็มตัว
เผยแพร่เมื่อ 14-09-2026 ผู้เช้าชม 26
จากบทพระราชนิพนธ์ “เที่ยวเมืองพระร่วง” ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎุเกล้าเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับการสำรวจโบราณสถานที่บริเวณเขตพระราชวัง วัดพระแก้ว วัดพระธาตุ แล้วเสด็จไปตามถนนโบราณผ่านสระแก้ว สระคำ เพื่อสำรวจวัดใหญ่ๆ อีกหลายวัด สำหรับในตอนนี้จะเป็นการนำเสนอบทบนัทกึที่ทรงเสด็จ ตรวจตราโบราณสถานในเขตอรัญญิกกำแพงเพชรกันต่อ เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎุเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จตรวจตราโบราณสถานที่วัดอาวาสใหญ่และบ่อสามแสนแล้ว ได้เสด็จต่อยังวัดอื่นๆ อีก ดังบทพระราชนิพนธ์ที่ทรงบันทึกไว้ดังนี้ “ยังมีที่วัดใหญ่ และที่มีพระเจดีย์เป็นชิ้นสำคัญอยู่อีกวัดหนึ่ง คือวัดที่ราษฎรเรียกกันว่า วัดช้างรอบ
เผยแพร่เมื่อ 25-02-2020 ผู้เช้าชม 2,282
ในผืนดินเก่าแก่ของเมืองชากังราว หรือจังหวัดกำแพงเพชรในปัจจุบัน ยังมีร่องรอยของอดีตที่ไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา ท่ามกลางชุมชนเมืองที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีพระอารามหลวงแห่งหนึ่งซ่อนเรื่องราวของผู้คนหลายยุคสมัยไว้ทั้งในรูปของศรัทธา ภูมิปัญญา และความร่วมมือของผู้คนต่างกลุ่ม นั่นคือ วัดคูยาง
เผยแพร่เมื่อ 15-07-2026 ผู้เช้าชม 47
